เมื่ออายุ 60 อาจไม่ใช่เส้นชัยของการทำงาน

ชวนฟังเสียงคนต่างวัย ต่อคำถาม “ขยายอายุการทำงาน” ทางรอด ทางเลือก หรือทางตันของสังคมสูงวัย


      ประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างลึกขึ้นทุกปี นี่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุในเชิงสถิติ แต่คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จะส่งผลต่อเกือบทุกระบบของประเทศ ตั้งแต่ตลาดแรงงาน ระบบบำนาญ การคลังภาครัฐ ความมั่นคงทางรายได้ของครัวเรือน ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างรุ่นในองค์กร

      ในอดีต เส้นทางชีวิตของคนจำนวนมากอาจถูกวางไว้ค่อนข้างชัดเจน เรียน ทำงาน เกษียณ แล้วใช้ชีวิตหลังเกษียณ แต่วันนี้เส้นทางดังกล่าวเริ่มไม่ตรงกับความจริงของสังคมอีกต่อไป คนไทยมีอายุยืนขึ้น ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง ประชากรวัยแรงงานลดลง และภาระค่าใช้จ่ายในวัยสูงอายุมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “เราจะอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ “เราจะอยู่อย่างมีคุณภาพ มีรายได้ มีคุณค่า และไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้อย่างไร”

      หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากขึ้นในช่วงหลัง คือ “การขยายอายุการทำงาน” ทั้งในภาคราชการและภาคเอกชน บางฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นทางรอดของประเทศในวันที่แรงงานลดลงและภาระบำนาญเพิ่มขึ้น บางฝ่ายเห็นว่าเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คนที่ยังมีศักยภาพได้ทำงานต่อและมีรายได้ต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกัน อีกหลายเสียงก็ตั้งคำถามว่า หากออกแบบไม่ดี นโยบายนี้อาจกลายเป็นทางตัน ทั้งต่อคนรุ่นใหม่ องค์กร และระบบเศรษฐกิจโดยรวม

      เพราะการขยายอายุการทำงานไม่ใช่เพียงการเลื่อนตัวเลขจาก 60 เป็น 62 หรือ 65 ปี หากแต่เป็นการแตะต้องชีวิตของผู้คนจำนวนมากในหลายระดับ ตั้งแต่คนที่กำลังจะเกษียณ คนที่ยังอยากทำงานต่อ คนที่อยากหยุดพัก คนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน นายจ้างที่ต้องบริหารต้นทุน ไปจนถึงรัฐที่ต้องคิดถึงความยั่งยืนของระบบสวัสดิการและการคลังในระยะยาว

      ด้วยเหตุนี้ theSPACE จึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับฟังเสียงประชาชนในรูปแบบ Focus Group เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องต่อประเด็น “การขยายอายุการทำงาน” ทั้งในภาคราชการและภาคเอกชน โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้าราชการ กลุ่มแรงงานภาคเอกชน แรงงานนอกระบบ รวมถึงนิสิต นักศึกษา และ First Jobber ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่โลกการทำงาน หรือเพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานได้ไม่นาน

      สำหรับ SPACE siteStory เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการสรุปข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่คือการพาไปฟัง “เสียงจากพื้นที่จริง” ของคนต่างวัย ต่างสถานะ และต่างประสบการณ์ ที่กำลังมองคำถามเดียวกันจากจุดยืนที่แตกต่างกันว่า หากประเทศไทยจะขยายอายุการทำงานจริง สิ่งนี้ควรเกิดขึ้นอย่างไร และต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง







เสียงที่ไม่ได้เป็นเสียงเดียวกัน

      เมื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้พูดถึงการขยายอายุการทำงาน สิ่งที่ปรากฏชัดที่สุดคือ ประเด็นนี้ไม่มีคำตอบแบบขาวหรือดำ ไม่มีฝ่ายที่เห็นด้วยทั้งหมด และไม่มีฝ่ายที่คัดค้านทั้งหมด แต่เป็นเสียงที่แตกออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่กลุ่มที่เห็นด้วย กลุ่มที่ไม่เห็นด้วย และกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ

      สำหรับกลุ่มที่เห็นด้วย เหตุผลสำคัญที่สุดคือ “ความจำเป็นทางการเงิน” หลายคนยังมีภาระหนี้สิน ภาระครอบครัว หรือยังต้องการรายได้เพื่อดูแลตนเองในระยะยาว การหยุดทำงานเมื่อถึงวัยเกษียณจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในสังคมที่ค่าครองชีพสูงขึ้น และความมั่นคงทางรายได้หลังเกษียณไม่ได้เท่ากันในทุกกลุ่มอาชีพ

      บางคนสะท้อนว่า แม้อายุจะเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง ยังมีแรง ยังสนุกกับงาน และยังรู้สึกว่าตนเองสามารถสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้อยู่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์เฉพาะทางหรือมีความรู้สะสมมายาวนาน การให้คนกลุ่มนี้ออกจากระบบงานทันทีเมื่อถึงอายุที่กำหนด อาจทำให้องค์กรสูญเสียทุนความรู้ที่สำคัญไปอย่างน่าเสียดาย

      ในกลุ่มข้าราชการ มีเสียงสะท้อนว่าผู้มีประสบการณ์สูงยังทำหน้าที่เป็น “รอยต่อ” ของความรู้และทักษะในองค์กรได้ เพราะหลายหน่วยงานยังมีช่องว่างระหว่างผู้บริหารระดับสูงกับเจ้าหน้าที่รุ่นกลางที่อาจยังเติบโตขึ้นมาไม่ทัน การขยายอายุการทำงานในบางตำแหน่งจึงอาจช่วยรักษาความต่อเนื่องของงาน และช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังได้มากขึ้น

      ขณะที่ในภาคเอกชน ผู้เข้าร่วมบางส่วนมองว่า การทำงานต่อควรเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังมีศักยภาพและยังต้องการรายได้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ตัวคนเดียว หรือคนที่ยังต้องดูแลครอบครัว การมีงานทำต่ออาจช่วยลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และทำให้ผู้สูงอายุยังคงมีพื้นที่ทางสังคม ไม่รู้สึกว่าตนเองถูกตัดขาดจากโลกการทำงานทันทีเมื่อถึงวัยเกษียณ

      แม้แต่ในกลุ่ม First Jobber ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากตำแหน่งงานที่ไม่ว่างลง ก็ยังมีเสียงที่เข้าใจว่า ในวันที่ระบบการแพทย์ดีขึ้นและคนจำนวนหนึ่งยังแข็งแรง การขยายอายุการทำงานอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ยังมีศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มประชากรฐานรากที่เศรษฐกิจครัวเรือนยังไม่มั่นคง







แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสียงคัดค้านก็มีน้ำหนักไม่แพ้กัน

      หลายคนกังวลเรื่องสุขภาพ ภาวะเหนื่อยล้าสะสม และ Burnout จากการทำงานมาอย่างยาวนาน สำหรับคนบางกลุ่ม การเกษียณไม่ได้แปลว่าหมดคุณค่า แต่คือช่วงเวลาที่รอคอยเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว เลี้ยงหลาน ย้ายกลับภูมิลำเนา หรือทำความฝันบางอย่างที่ไม่เคยมีโอกาสทำในช่วงวัยทำงาน

      บางเสียงตั้งคำถามว่า ในยุคที่เทคโนโลยีและ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานอย่างรวดเร็ว การขยายอายุการทำงานจะสอดคล้องกับโลกการทำงานใหม่จริงหรือไม่ หากคนบางกลุ่มไม่สามารถปรับตัวกับเทคโนโลยีได้ทัน องค์กรอาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพเท่าที่ควร

      ที่สำคัญ คือ ความกังวลต่อคนรุ่นใหม่ ผู้เข้าร่วมหลายกลุ่มสะท้อนตรงกันว่า หากคนรุ่นเก่ายังอยู่ในระบบงานนานขึ้น ตำแหน่งงานใหม่อาจลดลง โอกาสเติบโตของคนรุ่นหลังอาจช้าลง และตำแหน่งระดับสูงที่มีจำกัดอาจยิ่งปิดกั้นมากขึ้น โดยเฉพาะในระบบที่ยังมีวัฒนธรรมอาวุโสสูง การขยับขึ้นของคนรุ่นใหม่อาจยากกว่าเดิม

      เสียงจาก First Jobber ทำให้ประเด็นนี้ชัดขึ้นอีกขั้น เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้กังวลเพียงว่า “จะมีงานทำหรือไม่” แต่ยังกังวลว่า หากได้เข้าสู่ระบบงานแล้ว จะมีเส้นทางเติบโตหรือไม่ จะมีโอกาสแสดงฝีมือหรือไม่ และจะต้องอดทนอยู่ในระบบที่เปลี่ยนแปลงช้าไปอีกนานเพียงใดในมุมนี้ การขยายอายุการทำงานจึงไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นธรรมระหว่างรุ่น







ทางเลือก ไม่ใช่การบังคับแบบเหมาเข่ง

      แม้ผู้เข้าร่วม Focus Group จะมีมุมมองแตกต่างกัน แต่มีประเด็นหนึ่งที่เกือบทุกกลุ่มเห็นตรงกัน คือ หากจะมีการขยายอายุการทำงาน นโยบายนี้ต้องเป็น “ทางเลือก” ไม่ใช่การบังคับใช้แบบเหมาเข่ง

      คำว่า “ทางเลือก” ในที่นี้มีความหมายสำคัญมาก เพราะสะท้อนว่าคนแต่ละคนมีเงื่อนไขชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนยังต้องการรายได้ บางคนยังสนุกกับงาน บางคนยังมีสุขภาพดีและอยากใช้ประสบการณ์ให้เกิดประโยชน์ แต่บางคนก็อาจเหนื่อยล้า สุขภาพไม่พร้อม หรือมีเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณที่แตกต่างออกไป

      ดังนั้น การขยายอายุการทำงานที่ดีจึงไม่ควรถูกออกแบบจากสมมติฐานว่า “ทุกคนต้องทำงานนานขึ้น” แต่ควรมองว่า “ใครที่พร้อมและสมัครใจ ควรมีโอกาสทำงานต่ออย่างเหมาะสม”

      ในมุมขององค์กร ความสมัครใจก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ต้องบริหารต้นทุนและการแข่งขัน หากการขยายอายุการทำงานกลายเป็นภาระบังคับ องค์กรอาจต้องแบกรับต้นทุนเงินเดือน สวัสดิการ และค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจกระทบต่อโครงสร้างกำลังคนและโอกาสรับคนรุ่นใหม่เข้ามาเติมพลังให้กับองค์กร

      สิ่งที่ผู้เข้าร่วมเสนอจึงไม่ใช่การปฏิเสธการทำงานของผู้สูงอายุ แต่คือการเรียกร้องให้มี “ระบบคัดกรอง” และ “รูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่น” มากพอ เช่น การประเมินสุขภาพกายและใจ การประเมินสมรรถนะในการทำงาน การพิจารณาลักษณะงานที่เหมาะสมกับวัย การจ้างเป็นที่ปรึกษา การจ้างเป็นรายปี หรือการปรับบทบาทจากงานที่ใช้แรงไปสู่งานที่ใช้ความรู้ ประสบการณ์ และการถ่ายทอดทักษะ

      พูดอีกอย่างหนึ่ง การทำงานต่อของผู้สูงอายุไม่ควรเป็นเพียงการให้อยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไปอีกหลายปี แต่ควรเป็นการออกแบบบทบาทใหม่ที่ทำให้ประสบการณ์ของผู้สูงวัยกลายเป็นคุณค่าต่อองค์กร ขณะเดียวกันก็ไม่ปิดกั้นเส้นทางเติบโตของคนรุ่นใหม่







ประสบการณ์ของผู้สูงวัย จะเป็นทุนหรือภาระ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ

      หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจาก Focus Group คือ ผู้เข้าร่วมจำนวนมากไม่ได้มองผู้สูงอายุเป็นภาระโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม หลายคนเห็นตรงกันว่าผู้สูงวัยจำนวนมากยังมีประสบการณ์ ทักษะ และความรู้ที่มีคุณค่ามากต่อองค์กรและสังคม แต่คุณค่านั้นจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรและรัฐจะออกแบบระบบรองรับอย่างไร

      หากปล่อยให้ผู้สูงอายุทำงานต่อในระบบเดิม ตำแหน่งเดิม วิธีคิดเดิม โดยไม่มีการปรับบทบาท ไม่มีระบบถ่ายทอดความรู้ ไม่มีการประเมินสมรรถนะ และไม่มีการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย ประสบการณ์ที่ควรเป็นทุนอาจกลายเป็นภาระขององค์กรได้

      แต่หากมีการออกแบบที่ดี ผู้สูงวัยอาจทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทาง เป็นผู้ช่วยประคองงานสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือเป็นกลไกเชื่อมต่อระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ได้

      ในภาคเอกชน ผู้เข้าร่วมเสนอให้มีการจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management อย่างจริงจัง โดยดึงความรู้และประสบการณ์ของผู้ที่ใกล้เกษียณมาถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ เพื่อรักษาทักษะเฉพาะทางที่อาจหายไปพร้อมกับการเกษียณ โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูงหรือสั่งสมประสบการณ์ยาวนาน

      ส่วนในภาคราชการ ข้อเสนอเรื่องการจ้างเป็นที่ปรึกษา หรือการให้ค่าตอบแทนพิเศษจากประสบการณ์ แทนการเลื่อนตำแหน่งต่อไปเรื่อย ๆ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะอาจช่วยรักษาคนที่มีความรู้ไว้ในระบบ โดยไม่เพิ่มแรงกดทับต่อโครงสร้างตำแหน่งและความก้าวหน้าของคนรุ่นหลังมากเกินไป

      สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า หัวใจของการขยายอายุการทำงานไม่ได้อยู่ที่ “อายุ” แต่อยู่ที่ “บทบาท” และ “ระบบรองรับ” หากไม่มีการออกแบบบทบาทที่เหมาะสม การขยายอายุการทำงานอาจเป็นเพียงการยืดเวลาของปัญหาเดิมให้ยาวขึ้น แต่หากออกแบบดี นี่อาจเป็นโอกาสในการเปลี่ยนสังคมไทยจากการมองผู้สูงอายุว่าเป็นภาระ ไปสู่การมองว่าเป็นทรัพยากรที่ยังมีคุณค่า







คนรุ่นใหม่ต้องไม่ถูกทำให้รออยู่หน้าประตู

      อีกเสียงหนึ่งที่ต้องฟังอย่างจริงจังคือเสียงของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา และ First Jobber ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

      สำหรับคนกลุ่มนี้ การขยายอายุการทำงานอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัว เพราะหากตำแหน่งงานเดิมไม่ว่างลง การจ้างงานใหม่ลดลง หรือองค์กรเลือกใช้คนที่มีประสบการณ์อยู่แล้วมากกว่าการลงทุนฝึกคนรุ่นใหม่ โอกาสเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่ก็อาจลดลงตามไปด้วย

      ความกังวลของคนรุ่นใหม่จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ “กลัวไม่มีงานทำ” แต่รวมถึงความกังวลเรื่อง Career Path หรือเส้นทางความก้าวหน้าในระยะยาว พวกเขาอยากรู้ว่า หากคนรุ่นก่อนทำงานยาวขึ้น คนรุ่นใหม่จะเติบโตอย่างไร จะมีพื้นที่ให้เรียนรู้ ทดลองผิดพลาด แสดงศักยภาพ และก้าวขึ้นสู่บทบาทที่สูงขึ้นหรือไม่

      นี่คือโจทย์สำคัญที่รัฐและองค์กรต้องตอบให้ได้ หากจะผลักดันนโยบายขยายอายุการทำงาน เพราะสังคมสูงวัยไม่ควรถูกแก้ด้วยการทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตนเองต้องรอนานขึ้น อยู่ในระบบที่แข็งตัวมากขึ้น หรือแบกรับภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัวมากขึ้นเพราะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากกว่าเดิม

      ข้อเสนอจากเวทีจึงชี้ว่า หากมีการขยายอายุการทำงาน ต้องมีมาตรการรองรับคนรุ่นใหม่ควบคู่กันไป เช่น การวางเส้นทางความก้าวหน้าในองค์กรให้ชัดเจน การสร้างระบบทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างวัย การลงทุนพัฒนาทักษะคนรุ่นใหม่ การส่งเสริมอาชีพอิสระที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ และการออกแบบตลาดแรงงานที่ไม่พึ่งพาเฉพาะตำแหน่งงานในระบบแบบเดิม

      กล่าวอีกอย่างหนึ่ง นโยบายขยายอายุการทำงานจะยั่งยืนได้ ก็ต่อเมื่อไม่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตนเองถูกเบียดออกจากอนาคต







ก่อนขยายอายุงาน ต้องขยายวิธีคิดของสังคม

      สิ่งที่ theSPACE เห็นจากกระบวนการรับฟังครั้งนี้ คือ การขยายอายุการทำงานไม่ใช่นโยบายที่สามารถตัดสินใจได้จากตัวเลขประชากรหรือภาระงบประมาณเพียงอย่างเดียว แม้ข้อมูลเชิงประชากรศาสตร์และการคลังจะสำคัญมาก แต่เสียงจากผู้คนในพื้นที่จริงทำให้เห็นว่า นโยบายนี้เกี่ยวข้องกับชีวิต ความฝัน ความเหนื่อยล้า ความกังวล และความหวังของคนหลายรุ่น

      คนที่อยากทำงานต่อ ไม่ได้อยากทำงานต่อเพราะไม่รู้จักพอเสมอไป แต่อาจเพราะยังมีภาระ ยังต้องการรายได้ ยังมีไฟ หรือยังอยากใช้ประสบการณ์ให้เกิดประโยชน์

      คนที่ไม่อยากทำงานต่อ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคม แต่อาจเพราะเหนื่อยล้ามายาวนาน สุขภาพไม่พร้อม หรืออยากใช้เวลาที่เหลือกับครอบครัวและชีวิตของตนเอง

      คนรุ่นใหม่ที่กังวล ก็ไม่ได้ต่อต้านผู้สูงอายุ แต่กำลังถามหาความเป็นธรรมในระบบงานที่ต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกวัยเติบโตไปด้วยกัน

      ดังนั้น ก่อนที่ประเทศไทยจะขยายอายุการทำงาน สิ่งแรกที่อาจต้องขยายก่อน คือ “วิธีคิด” ของสังคมต่อวัยทำงานและวัยสูงอายุ เราอาจต้องเลิกมองการเกษียณเป็นเส้นตายเดียวของทุกคน และเลิกมองผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด เพราะผู้สูงวัยมีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งด้านสุขภาพ รายได้ ทักษะ ความพร้อม และความต้องการในชีวิต

      ขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่มองการทำงานต่อเป็นคำตอบเดียวของสังคมสูงวัย เพราะบางคนควรได้พัก บางคนควรได้รับการคุ้มครอง บางคนควรได้รับการฝึกทักษะใหม่ และบางคนควรได้รับโอกาสกลับเข้าสู่ระบบงานในรูปแบบที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม



จากเสียงเล็ก ๆ สู่โจทย์ใหญ่ของประเทศ

      การรับฟังความคิดเห็นในรูปแบบ Focus Group ครั้งนี้ อาจเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ เมื่อเทียบกับขนาดของนโยบายระดับประเทศ แต่เสียงเล็ก ๆ เหล่านี้มีความหมาย เพราะทำให้เห็นว่า นโยบายสังคมสูงวัยไม่ควรถูกออกแบบจากห้องประชุมเพียงอย่างเดียว หากต้องฟังคนที่อยู่ในระบบจริง คนที่กำลังจะเกษียณ คนที่ยังต้องทำงานต่อ คนที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน และคนที่อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว

      สำหรับ theSPACE นี่คือหัวใจของ SPACE siteStory — การพาไปมองความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากพื้นที่จริง ผ่านเสียงของผู้คนที่อาจไม่ได้อยู่บนเวทีใหญ่เสมอไป แต่เป็นผู้ที่กำลังเผชิญกับผลลัพธ์ของนโยบายอย่างแท้จริง

      การขยายอายุการทำงานอาจเป็นทางรอด หากช่วยให้คนที่ยังมีศักยภาพมีรายได้ มีคุณค่า และมีพื้นที่ในสังคมต่อไป อาจเป็นทางเลือก หากถูกออกแบบอย่างสมัครใจ ยืดหยุ่น และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

      แต่ก็อาจกลายเป็นทางตัน หากถูกผลักดันแบบเหมาเข่ง โดยไม่คำนึงถึงสุขภาพ ความพร้อมของคนทำงาน ต้นทุนขององค์กร ภาระของรัฐ และอนาคตของคนรุ่นใหม่

      ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรขยายอายุการทำงานหรือไม่ แต่คือ หากจะขยาย เราจะออกแบบระบบอย่างไรให้คนทุกวัยยังมองเห็นอนาคตของตนเองอยู่ในสังคมเดียวกัน

      เพราะสังคมสูงวัยไม่ใช่สังคมของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คือสังคมของคนทุกวัยที่ต้องเรียนรู้ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ในวันที่เส้นแบ่งระหว่างวัยทำงานกับวัยเกษียณเริ่มไม่ชัดเจนเหมือนเดิม







อรรถพล คู่กระสังข์

เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร