โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเหมือนโรคติดเชื้อ หากแต่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ทั้งการกินอาหารหวาน มัน เค็ม การสูบบุหรี่ การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่สมดุล รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่เชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพหลายมิติ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การป้องกันและควบคุม NCDs จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภารกิจของระบบสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะถ้าต้นเหตุของโรคอยู่ในวิถีชีวิต อยู่ในระบบเศรษฐกิจ อยู่ในวัฒนธรรมการบริโภค และอยู่ในสิ่งแวดล้อมทางสังคม การแก้ปัญหาก็จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่กว้างกว่าการรักษา หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกพูดถึงมากขึ้น คือ “มาตรการภาษีสุขภาพ” หรือการใช้ภาษีเพื่อทำให้สินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมีราคาสูงขึ้น โดยหวังว่าจะช่วยลดการบริโภค ลดปัจจัยเสี่ยง และในขณะเดียวกันก็สร้างรายได้ให้รัฐนำกลับมาใช้ดูแลสุขภาพของประชาชน
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการถกเถียง เพราะสำหรับรัฐและนักวิชาการด้านสุขภาพ แอลกอฮอล์อาจถูกมองในฐานะ “สินค้าทำลายสุขภาพ” ที่ควรถูกควบคุมด้วยมาตรการทางภาษีและกฎหมาย แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย แอลกอฮอล์ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าในตลาด หากเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศการพบปะ เป็นเครื่องมือผ่อนคลายหลังวันทำงาน เป็นสัญลักษณ์ของการสังสรรค์ หรือแม้กระทั่งเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ของความสุขในชีวิตประจำวัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐควรขึ้นภาษีแอลกอฮอล์หรือไม่” แต่คือ หากรัฐขึ้นภาษีจริง คนจะดื่มน้อยลงหรือไม่ ราคาที่สูงขึ้นจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้จริงเพียงใด หรือสุดท้ายแล้วผู้บริโภคเพียงแค่ต้องจ่ายแพงขึ้น แต่ยังดื่มเท่าเดิม
นี่คือคำถามตั้งต้นของกิจกรรม theSPACE | Open SPACE เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนผ่านกิจกรรม RUN เรื่องเล่า ครั้งที่ 2: “เรื่องเล่าหล้า” ซึ่ง theSPACE ชวนผู้คนมาวิ่งแบบสบาย ๆ ร่วมกับรันคลับ ก่อนเปิดวงสนทนาหลังวิ่ง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และนโยบายภาษีสุขภาพอย่างตรงไปตรงมา
กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการบอกว่าใครควรดื่มหรือไม่ควรดื่ม ไม่ได้ตั้งต้นจากการสอนให้ใครเลิกดื่ม และไม่ได้วางตัวเป็นพื้นที่ตัดสินพฤติกรรมของผู้คน แต่เป็นการชวนคนที่มีประสบการณ์จริงกับการดื่ม มานั่งคุยกันในบรรยากาศที่ปลอดภัย เพื่อฟังว่า ในชีวิตจริง แอลกอฮอล์มีความหมายอย่างไร และหากวันหนึ่งราคาของมันสูงขึ้นจากมาตรการภาษี พฤติกรรมของผู้คนจะเปลี่ยนไปจริงหรือไม่
เสียงจากวงสนทนาสะท้อนประเด็นที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะเมื่อถามว่า “ทำไมคนจึงดื่มแอลกอฮอล์” คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความอยากเมาเพียงอย่างเดียว หลายคนพูดถึงรสชาติ บรรยากาศ ความรู้สึกผ่อนคลาย และความสุขจากการได้อยู่ร่วมกับเพื่อนฝูง บางคนมองว่าแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือช่วยให้เข้าสังคมง่ายขึ้น เป็นตัวกลางของบทสนทนา เป็นส่วนประกอบของการพบปะหลังเลิกงาน หรือเป็นรางวัลเล็ก ๆ ให้ตัวเองหลังผ่านความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน
ในมุมนี้ แอลกอฮอล์จึงไม่ได้เป็นเพียง “สินค้า” แต่เป็น “ประสบการณ์ทางสังคม” และเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกผูกเข้ากับความสุข ความสัมพันธ์ และการยอมรับจากกลุ่ม ราคาจึงอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ตัดสินว่าคนจะดื่มหรือไม่ดื่ม
ข้อค้นพบสำคัญจากวงแลกเปลี่ยนคือ หลายคนมองว่า แม้ราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะสูงขึ้น ก็ยังไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเลิกดื่มโดยตรง บางคนสะท้อนว่า หากราคาแพงขึ้น ก็อาจต้องหาเงินให้มากขึ้นเพื่อให้ยังมีกำลังซื้อ บางคนอาจเปลี่ยนชนิดเครื่องดื่มไปสู่ทางเลือกที่ถูกกว่า และบางคนยอมจัดสรรรายได้ส่วนหนึ่งเพื่อรักษาโอกาสในการดื่มและสังสรรค์ไว้ เพราะสิ่งที่ซื้อไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่คือบรรยากาศ ความสุข และการได้เป็นส่วนหนึ่งของวงสนทนา
ประเด็นนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดของมาตรการภาษีอย่างชัดเจนว่า หากมองจากหลักเศรษฐศาสตร์ การขึ้นราคาอาจทำให้ความต้องการบริโภคลดลง แต่เมื่อสินค้านั้นมีความหมายทางสังคมและอารมณ์สูง ผลของราคาต่อพฤติกรรมอาจไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอไป คนบางกลุ่มอาจลดการดื่มลงจริง คนบางกลุ่มอาจเปลี่ยนไปดื่มสินค้าราคาถูกกว่า ขณะที่คนบางกลุ่มอาจยังดื่มเท่าเดิม เพียงแต่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น
เมื่อชวนคุยต่อว่า หากราคาสูงขึ้นจากการขึ้นภาษี ผู้เข้าร่วมหลายคนรับรู้ดีอยู่แล้วว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่มีภาษีและมีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปอาจไม่ได้สร้างแรงกระตุกมากพอให้คนตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นตามเวลา ราคาที่เพิ่มขึ้นทีละน้อยอาจถูกกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่าครองชีพทั่วไป
ในทางกลับกัน หากขึ้นภาษีจนราคากระโดดขึ้นอย่างรุนแรง เช่น เพิ่มขึ้นทันทีในระดับที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “แพงมาก” สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การเลิกดื่มทันที แต่เป็นแรงต้านทางความรู้สึกต่อรัฐ ผู้บริโภคบางส่วนอาจมองว่านโยบายไม่เข้าใจชีวิตจริง ไม่เห็นความจำเป็นของคนที่ใช้การดื่มเป็นพื้นที่ผ่อนคลาย หรือมองว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนมากกว่าการแก้ปัญหาสุขภาพอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ วงสนทนายังสะท้อนความกังวลต่อผลข้างเคียงของการขึ้นภาษี หากราคาสูงจนคนเข้าถึงยากเกินไป อาจเกิดการหันไปหาเครื่องดื่มราคาถูกกว่า การซื้อจากช่องทางที่ควบคุมยาก การบริโภคสุราเถื่อน หรือแม้แต่การใช้สารอื่นทดแทน ซึ่งอาจสร้างปัญหาสุขภาพและสังคมในรูปแบบใหม่ ขณะเดียวกัน ยังมีความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในระบบการผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะหากมาตรการภาษีออกแบบโดยไม่คำนึงถึงผู้ผลิตรายย่อยหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
เสียงเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้เข้าร่วมไม่เห็นด้วยกับการดูแลสุขภาพ หรือไม่ยอมรับว่าแอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อร่างกายและสังคม แต่สะท้อนว่า การออกแบบนโยบายภาษีแอลกอฮอล์จำเป็นต้องเข้าใจความซับซ้อนของพฤติกรรมมนุษย์มากกว่าการตั้งสมมติฐานว่า “แพงขึ้นเท่ากับดื่มน้อยลง” เพียงอย่างเดียว
ในวงแลกเปลี่ยน หลายคนเสนอว่า หากรัฐจะขึ้นภาษีแอลกอฮอล์จริง สิ่งสำคัญคือการทำให้ประชาชนเห็นว่าเงินภาษีที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้เพื่ออะไร และประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร ไม่ใช่เพียงการเก็บเงินเพิ่มเข้ารัฐโดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ข้อเสนอที่ถูกพูดถึง เช่น การนำรายได้ภาษีไปสนับสนุนกองทุนดูแลสุขภาพ การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์ การฟื้นฟูผู้มีปัญหาการดื่ม หรือการพัฒนาระบบป้องกันที่ช่วยให้คนดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น
อีกข้อเสนอหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การพัฒนานวัตกรรมหรือเครื่องมือสื่อสารสุขภาพรายบุคคล ที่ทำให้คนเห็นผลกระทบของพฤติกรรมตนเองแบบใกล้ตัวและเป็นปัจจุบันมากขึ้น เพราะหลายครั้ง คำเตือนเรื่องสุขภาพในระดับภาพรวมอาจไกลเกินไปสำหรับชีวิตประจำวัน แต่หากแต่ละคนมองเห็นข้อมูลสุขภาพของตนเอง เห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เห็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการดื่มของตนเอง อาจเกิดแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรมมากกว่าการรับรู้เพียงว่าราคาสินค้าแพงขึ้น
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังพูดถึงการสร้างทางเลือกทางสังคมใหม่ ๆ ที่ทำให้คนสามารถเข้าสังคม ผ่อนคลาย และได้รับการยอมรับจากกลุ่ม โดยไม่จำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์เป็นศูนย์กลางเสมอไป เช่น คลับสุขภาพ กิจกรรมเดินป่า การออกกำลังกาย การรวมกลุ่มทำกิจกรรมสร้างสรรค์ หรือการใช้บุคคลต้นแบบและวัฒนธรรมร่วมสมัยเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างค่านิยมใหม่ เสียงหนึ่งจากวงสนทนาสะท้อนอย่างน่าสนใจว่า หากคนรอบตัว ครอบครัว หรือกลุ่มเพื่อนให้ความสำคัญกับสุขภาพ การลดการดื่มอาจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการถูกบังคับจากนโยบายเพียงอย่างเดียว
นี่คือประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกลับมาสู่แนวคิดของ RUN เรื่องเล่า เพราะกิจกรรมวิ่งไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกาย แต่เป็นตัวอย่างของ “พื้นที่ทางสังคมแบบใหม่” ที่ผู้คนสามารถมาพบกัน สร้างความสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนเรื่องราว และมีความสุขร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากวงเหล้าเสมอไป
หากแอลกอฮอล์ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเชื่อมผู้คนเข้าหากัน นโยบายสุขภาพก็ไม่ควรมีเพียงเครื่องมือที่ทำให้แอลกอฮอล์แพงขึ้น แต่ควรสร้างพื้นที่อื่นให้ผู้คนได้เชื่อมโยงกันด้วย นี่อาจเป็นโจทย์ที่สำคัญไม่แพ้การขึ้นภาษี เพราะการเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ได้เกิดจากการห้ามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมีทางเลือกใหม่ที่ดีพอ น่าสนใจพอ และตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้คนได้จริง
เมื่อมองจากมุมนี้ มาตรการภาษีแอลกอฮอล์อาจยังจำเป็นในฐานะเครื่องมือเชิงโครงสร้าง เพราะราคาย่อมมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ผู้ดื่มหน้าใหม่ หรือผู้ที่มีความอ่อนไหวต่อราคา แต่หากหวังให้ภาษีเป็นเครื่องมือเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับสังคม ภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
ภาษีจะมีพลังมากขึ้น เมื่อเดินคู่กับการสื่อสารที่ชัดเจน การใช้รายได้อย่างโปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องอายุผู้ซื้อและเวลาจำหน่าย การสนับสนุนบริการสุขภาพและการฟื้นฟู การสร้างแรงจูงใจให้คนไม่ดื่มหรือดื่มลดลง รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมทางเลือกที่ทำให้ความสุข การพักผ่อน และการเข้าสังคมไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับแอลกอฮอล์เพียงทางเดียว โจทย์ของภาษีแอลกอฮอล์จึงไม่ใช่เพียงการทำให้ “เหล้าแพงขึ้น” แต่คือการทำให้สังคมไทยเห็นว่า นโยบายนี้กำลังพาเราไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ ใครได้รับผลกระทบ และรัฐมีมาตรการรองรับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างเป็นธรรมหรือไม่
เสียงจากวง RUN เรื่องเล่า ครั้งที่ 2: “เรื่องเล่าหล้า” จึงชวนให้เราตั้งคำถามต่อไปว่า หากรัฐจะใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเปลี่ยนพฤติกรรม ภาษีนั้นต้องออกแบบอย่างไรจึงจะไม่เป็นเพียงภาระราคา แต่กลายเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นจริง
อาจไม่ใช่ทุกคนที่จะเลิกดื่มเพราะราคาแพงขึ้น และอาจไม่ใช่ทุกคนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมเพราะถูกบอกว่าแอลกอฮอล์ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่หากนโยบายทำให้ผู้คนเห็นทางเลือก เห็นประโยชน์ เห็นความเป็นธรรม และเห็นว่ารัฐไม่ได้เพียงเก็บภาษีเพิ่ม แต่กำลังลงทุนกลับคืนสู่สุขภาพของประชาชน การขึ้นภาษีแอลกอฮอล์ก็อาจไม่ใช่แค่มาตรการทางการคลัง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาใหม่ว่าด้วยสุขภาพ ความสุข และความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า “ขึ้นภาษีแล้วคนจะดื่มน้อยลงจริงไหม” แต่อาจเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า เราจะสร้างสังคมแบบไหน ที่ทำให้ผู้คนมีทางเลือกในการคลายเครียด มีพื้นที่ในการพบปะ มีวัฒนธรรมการสังสรรค์ที่ปลอดภัย และมีระบบนโยบายที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน
เพราะการลด NCDs ไม่ได้เริ่มต้นที่โรงพยาบาลเสมอไป แต่อาจเริ่มต้นจากวงสนทนาเล็ก ๆ หลังการวิ่ง จากคำถามตรงไปตรงมาของผู้บริโภคจริง และจากการยอมรับว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่าการขึ้นราคาสินค้าหนึ่งชนิดเสมอ
เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร