เมื่อกรุงเทพฯ กำลังสูงวัย

ฟังเสียงผู้สูงอายุเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากชีวิตจริง


      กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีหลายใบหน้าในเวลาเดียวกัน

      ด้านหนึ่ง กรุงเทพฯ คือเมืองหลวง ศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเดินทาง การรักษาพยาบาล การศึกษา และโอกาสของประเทศ เมืองที่มีโรงพยาบาลใหญ่ รถไฟฟ้า สวนสาธารณะ ศูนย์การค้า และบริการสาธารณะมากกว่าหลายพื้นที่ในประเทศไทย แต่อีกด้านหนึ่ง กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก คนบางกลุ่มมีทางเลือกแทบทุกด้านในชีวิต ขณะที่อีกหลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่กับข้อจำกัดจำนวนมาก ทั้งรายได้ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร บ้านที่ไม่มั่นคง ทางเท้าที่เดินยาก ระบบขนส่งที่ยังไม่เป็นมิตร และบริการของรัฐที่แม้จะ “มีอยู่” แต่ไม่ได้แปลว่า “เข้าถึงได้จริง” สำหรับทุกคน

      เมื่อเมืองแบบนี้กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า กรุงเทพฯ มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน แต่ต้องถามต่อไปว่า ผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแบบใด

      สำหรับบางคน การสูงวัยในกรุงเทพฯ อาจหมายถึงการได้ออกกำลังกายทุกเช้าในสวนลุมพินี มีเพื่อน มีกิจกรรม มีโรงพยาบาลให้เข้าถึง และยังสามารถออกมาใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างกระฉับกระเฉง

      แต่สำหรับบางคน การสูงวัยอาจหมายถึงการอยู่คนเดียวในบ้านหลังเดิมที่ยังไม่มีราวจับ ห้องน้ำยังลื่น บันไดยังชัน ออกไปหาหมอก็ลำบาก จะขึ้นรถเมล์ก็ยาก จะเดินบนทางเท้าก็กลัวล้ม ค่าเดินทางก็แพง และทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า “ไหวไหม”

      นี่คือความซับซ้อนของสังคมสูงวัยในเขตเมือง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เมืองที่มีบริการจำนวนมาก แต่บริการเหล่านั้นยังไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม เมืองที่มีโอกาสมาก แต่โอกาสนั้นไม่ได้อยู่ใกล้ผู้สูงอายุทุกคน เมืองที่กำลังมีคนสูงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ระบบเมืองจำนวนมากยังถูกออกแบบบนสมมติฐานว่า ทุกคนเดินเร็ว ขึ้นรถไว มองเห็นชัด ใช้เทคโนโลยีเป็น และมีแรงพอจะจัดการชีวิตด้วยตัวเอง





      SPACE | siteStory ครั้งนี้ จึงอยากพาไปฟังเสียงของผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพมหานครจริง ๆ ผ่านกิจกรรม Shared Vision ภาคประชาชน “เสียงของผู้สูงอายุเมือง : อยู่ดี แก่ดี ตายดี ต้องการอะไรจากเมือง” ซึ่ง theSPACE จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร สวนลุมพินี

      นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ชวนผู้สูงอายุ 30 คน มานั่งเล่าประสบการณ์ชีวิตในเมือง ผ่านกระบวนการ Focus Group / Public Listening เพื่อทำความเข้าใจว่า ในสายตาของผู้สูงอายุ กรุงเทพฯ มีบริการอะไรที่ดีอยู่แล้ว อะไรที่ยังเข้าไม่ถึง อะไรที่ทำให้พวกเขารู้สึกไม่มั่นใจ และเมืองแบบไหนที่จะทำให้การสูงวัยเป็นชีวิตที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรีมากขึ้น

      เพราะบางครั้ง คำตอบของเมืองสูงวัยอาจไม่ได้อยู่ในเอกสารนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในประโยคธรรมดาของผู้สูงอายุที่เล่าว่า ทางเท้าหน้าบ้านเดินยากแค่ไหน รถเมล์ขึ้นลำบากอย่างไร ห้องน้ำสาธารณะหายากเพียงใด หรือการมีเพื่อนออกกำลังกายในสวนช่วยให้ชีวิตมีความหมายขึ้นอย่างไร



เมืองที่มีบริการอยู่แล้ว แต่ยังไปไม่ถึงชีวิตจริงของทุกคน

      ผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ยังออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้ หรือที่มักเรียกว่า “กลุ่มติดสังคม” หลายคนยังเดินทางได้เอง ออกกำลังกาย ทำกิจกรรม พบปะเพื่อน ใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้โซเชียลมีเดีย และติดตามข่าวสารได้ในระดับหนึ่ง หลายคนเป็นผู้สูงอายุที่มาใช้บริการศูนย์ผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร และสวนลุมพินีอย่างสม่ำเสมอ จึงถือเป็นกลุ่มที่ยังมีศักยภาพ มีความพร้อม และมองเห็นเมืองจากการออกมาใช้ชีวิตจริง

      แน่นอนว่า เสียงของผู้สูงอายุกลุ่มนี้อาจไม่ใช่เสียงของผู้สูงอายุที่เปราะบางที่สุดในกรุงเทพฯ แต่กลับมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาเป็นคนที่ยังใช้เมืองอยู่ทุกวัน จึงเห็นทั้งด้านที่ดีและด้านที่ติดขัดของระบบบริการเมืองอย่างชัดเจน พวกเขารู้ว่ากรุงเทพฯ มีโรงพยาบาล มีศูนย์บริการสาธารณสุข มีศูนย์ผู้สูงอายุ มีสวนสาธารณะ มีพื้นที่ออกกำลังกาย มีเบี้ยยังชีพ มีศูนย์ฝึกอาชีพ และมีโครงการต่าง ๆ ของรัฐอยู่ไม่น้อย





      แต่สิ่งที่ผู้สูงอายุสะท้อนร่วมกันคือ การมีบริการไม่ได้แปลว่าผู้สูงอายุทุกคนจะเข้าถึงบริการนั้นได้จริง บางพื้นที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ มีศูนย์ผู้สูงอายุ มีกิจกรรมทุกวัน แต่บางชุมชนกลับไม่มีกิจกรรมใกล้บ้านเลย บางคนรู้ข่าวจาก Facebook หรือ LINE แต่บางคนไม่รู้เลยว่ามีโครงการอะไรให้เข้าร่วม บางคนเดินทางไปใช้บริการได้ แต่บางคนแค่คิดว่าจะออกจากบ้านก็เหนื่อยแล้ว ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การสูงวัยในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีประสบการณ์เดียวกันทั้งหมด ผู้สูงอายุที่อยู่ใกล้บริการ มีรายได้ มีสุขภาพดี และมีเครือข่ายทางสังคม ย่อมมีคุณภาพชีวิตต่างจากผู้สูงอายุที่รายได้น้อย อยู่คนเดียว เดินทางลำบาก หรือไม่มีข้อมูลข่าวสาร

      ดังนั้น โจทย์ของกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างบริการใหม่ให้มากขึ้น แต่คือการทำให้บริการที่มีอยู่เชื่อมถึงกัน กระจายสู่ระดับเขตและชุมชน สื่อสารให้ผู้สูงอายุรับรู้ และปรับให้เหมาะกับความแตกต่างของชีวิตสูงวัยแต่ละกลุ่ม



สุขภาพผู้สูงอายุ ไม่ได้เริ่มต้นที่โรงพยาบาลเสมอไป

      เมื่อพูดถึงผู้สูงอายุ หลายคนมักนึกถึงโรงพยาบาล หมอ ยา และโรคประจำตัว แต่จากวงสนทนาครั้งนี้ ผู้สูงอายุทำให้เห็นว่า สุขภาพของคนสูงวัยในเมืองมีความหมายกว้างกว่านั้นมาก

      ผู้สูงอายุรับรู้และใช้บริการโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลกลาง ขณะเดียวกัน พวกเขาก็เห็นความสำคัญของศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน หน่วยตรวจสุขภาพเบื้องต้น การตรวจความดัน ตรวจน้ำตาล ตรวจสายตา ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพต่าง ๆ





      แต่ปัญหาคือ ระบบสุขภาพที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ยังไม่ป่วยหนัก แต่เริ่มมีอาการ เริ่มกังวล หรือเริ่มรู้สึกว่าดูแลตัวเองคนเดียวไม่ไหว ผู้สูงอายุบางคนสะท้อนว่า เมื่อเจ็บป่วยเล็กน้อย อาจเลือกซื้อยากินเอง เพราะการไปโรงพยาบาลใช้เวลา ต้องเดินทาง ต้องรอคิว และเป็นภาระต่อร่างกายมากกว่าคนวัยอื่น เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุ แต่สะท้อนว่าระบบบริการสุขภาพยังไม่ใกล้ตัวพอสำหรับชีวิตประจำวัน สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการจึงไม่ใช่ระบบที่รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษาเท่านั้น แต่เป็นระบบที่ช่วยป้องกัน ติดตาม ให้คำปรึกษา และช่วยประคับประคองให้พวกเขายังดูแลตัวเองได้ให้นานที่สุด

      หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การมีระบบ “หมอออนไลน์” สำหรับผู้สูงอายุ เช่น บริการปรึกษาแพทย์เบื้องต้นทางโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลในกรณีที่มีอาการไม่รุนแรง ต้องการคำแนะนำเรื่องยา หรืออยากรู้ว่าควรไปโรงพยาบาลหรือไม่ บริการลักษณะนี้อาจช่วยลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น ลดความเสี่ยงจากการซื้อยากินเอง และทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมั่นใจขึ้นในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะหากเชื่อมกับศูนย์บริการสาธารณสุข ศูนย์ผู้สูงอายุ หรือโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร

      อีกข้อเสนอสำคัญคือ การมีข้อมูลผู้สูงอายุรายพื้นที่อย่างละเอียด บ้านใดมีผู้สูงอายุกี่คน ใครอยู่คนเดียว ใครมีโรคประจำตัว ใครติดบ้าน ใครติดเตียง ใครยังแข็งแรง และใครสามารถเป็นอาสาสมัครช่วยดูแลคนอื่นได้ เพราะระบบสุขภาพผู้สูงอายุที่ดี ไม่ควรรอให้ผู้สูงอายุเดินทางเข้ามาหาบริการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่าผู้สูงอายุแต่ละคนอยู่ตรงไหน และต้องการการดูแลแบบใด







ทางเท้า รถเมล์ ห้องน้ำ และจังหวะของเมือง

      ในวงสนทนา ผู้สูงอายุพูดถึงเรื่องสภาพแวดล้อมเมืองอย่างชัดเจนมาก เพราะสำหรับพวกเขา เมืองไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของชีวิต แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดว่าจะออกจากบ้านได้หรือไม่ จะไปหาหมอได้ไหม จะไปเจอเพื่อนได้หรือเปล่า และจะยังใช้ชีวิตอย่างอิสระได้มากน้อยแค่ไหน

      ทางเท้าในกรุงเทพฯ ถูกพูดถึงในฐานะพื้นที่ที่ยังไม่เป็นมิตรต่อผู้สูงอายุ หลายแห่งพื้นไม่เรียบ ชำรุด ขรุขระ มีสิ่งกีดขวาง หรือมีระดับพื้นที่ไม่เสมอกัน สำหรับคนทั่วไป อาจเป็นเพียงความไม่สะดวกเล็กน้อย แต่สำหรับผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงต่อการสะดุด หกล้ม และบาดเจ็บ

      สะพานลอยจำนวนมากก็ยังเป็นอุปสรรค เพราะมีบันไดสูงและชัน ขณะที่ทางม้าลายบางแห่งยังไม่ปลอดภัยพอ สัญญาณไฟข้ามถนนอาจเร็วเกินไปสำหรับผู้สูงอายุที่เดินช้า และการบังคับใช้กฎหมายจราจรยังไม่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมั่นใจว่ารถจะหยุดให้จริง

      ระบบขนส่งสาธารณะก็ยังมีข้อจำกัด รถเมล์บางคันขึ้นลงยาก ขั้นบันไดสูง จุดรอรถไม่มีที่นั่งเพียงพอ รถมาช้า ป้ายข้อมูลไม่ชัด และเมื่อฝนตก น้ำท่วม หรืออากาศร้อนจัด การเดินทางยิ่งกลายเป็นภาระใหญ่

      ห้องน้ำสาธารณะก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญ เพราะการออกจากบ้านของผู้สูงอายุไม่ใช่แค่การคิดว่าจะไปที่ไหน แต่ต้องคิดด้วยว่าระหว่างทางมีห้องน้ำหรือไม่ ห้องน้ำสะอาดไหม ปลอดภัยหรือเปล่า และเข้าถึงง่ายแค่ไหน

      แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือผู้สูงอายุไม่ได้พูดถึงแค่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น พวกเขายังพูดถึง “จังหวะของเมือง” กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เร่งรีบ คนเดินเร็ว รถวิ่งเร็ว ทุกอย่างดูเหมือนต้องขยับให้ทันเวลา แต่ร่างกายของผู้สูงอายุไม่ได้เคลื่อนที่ด้วยจังหวะเดียวกัน เมื่อเดินช้า ขึ้นรถช้า หรือข้ามถนนช้า บางครั้งอาจถูกมองด้วยความหงุดหงิด หรือทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ความรู้สึกแบบนี้อาจดูเล็กน้อย แต่มีผลต่อความมั่นใจในการออกจากบ้านอย่างมาก เมืองที่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่า “ฉันช้าเกินไปสำหรับที่นี่” ย่อมค่อย ๆ ผลักผู้สูงอายุออกจากพื้นที่สาธารณะโดยไม่รู้ตัว

      เมืองสูงวัยจึงไม่ได้ต้องการแค่ทางลาด ราวจับ หรือป้ายใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่ต้องการเมืองที่ยอมรับความหลากหลายของจังหวะชีวิตมนุษย์ เมืองที่ไม่เร่งทุกคนให้เดินเร็วเท่ากัน และไม่ทำให้ความช้าของผู้สูงอายุกลายเป็นความผิด







สูงวัยในเมือง ต้องมีเงินพอใช้ และยังมีโอกาสพอให้มีคุณค่า

      เรื่องรายได้และค่าครองชีพเป็นอีกประเด็นที่ผู้สูงอายุสะท้อนอย่างชัดเจน แม้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้หลายคนจะยังออกมาใช้ชีวิตได้ แต่ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายยังเป็นเรื่องจริงของการสูงวัยในกรุงเทพฯ

      เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถูกมองว่าเป็นหลักประกันรายได้ขั้นพื้นฐาน แต่ยังไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพในเมือง โดยเฉพาะค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ายา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายประจำวัน ผู้สูงอายุบางกลุ่มเสนอให้ปรับเบี้ยยังชีพเป็น 1,000 บาทต่อเดือนเท่ากันทุกคน ขณะที่บางเสียงเสนอให้เพิ่มไม่น้อยกว่า 3,000 บาทต่อเดือน เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริงในกรุงเทพฯ

      แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้สูงอายุไม่ได้มองตนเองเป็นเพียงผู้รอรับสวัสดิการ หลายคนยังอยากทำงาน อยากมีรายได้เสริม อยากใช้ทักษะ ประสบการณ์ และเวลาของตนเองให้เกิดประโยชน์ ปัญหาคือ โอกาสเหล่านี้ยังไม่ชัดเจนพอ

      ผู้สูงอายุรับรู้ว่ากรุงเทพมหานครมีศูนย์ฝึกอาชีพ มีตลาดนัด มีกิจกรรมอบรม และมีโครงการสนับสนุนรายได้บางประเภท แต่การประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึง หลายคนไม่รู้ว่ามีโครงการอะไร สมัครอย่างไร เรียนแล้วจะต่อยอดอย่างไร หรืออาชีพนั้นเหมาะกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุจริงหรือไม่ ผู้สูงอายุจึงเสนอว่า การฝึกอาชีพไม่ควรจบที่การอบรม แต่ต้องเชื่อมกับรายได้จริง เช่น มีพื้นที่ขายสินค้า ตลาดนัดผู้สูงอายุ ช่องทางออนไลน์ที่มีคนช่วยดูแล หรือการจับคู่งานที่เหมาะกับทักษะของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือ งานสอน งานบริการขนาดเล็ก งานดูแล งานถ่ายทอดประสบการณ์ หรือกิจกรรมสร้างรายได้ใกล้บ้าน

      ในอีกด้านหนึ่ง การลดรายจ่ายก็เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่าอาหาร ถ้าผู้สูงอายุเดินทางได้ถูกลง พวกเขาจะมีโอกาสออกไปหาหมอ ไปออกกำลังกาย ไปพบเพื่อน ไปทำกิจกรรม และยังคงมีชีวิตทางสังคมมากขึ้น ดังนั้น นโยบายลดค่าเดินทางสำหรับผู้สูงอายุจึงไม่ใช่แค่นโยบายคมนาคม แต่เป็นนโยบายสุขภาวะและนโยบายลดความโดดเดี่ยวไปพร้อมกัน เช่นเดียวกับอาหาร ผู้สูงอายุอยากเห็นแหล่งอาหารราคาถูก มีคุณภาพ และเหมาะกับสุขภาพ เช่น ร้านอาหารราคาประหยัดสำหรับผู้สูงอายุ จุดจำหน่ายอาหารสุขภาพในศูนย์ผู้สูงอายุ ตลาดชุมชน หรือความร่วมมือกับร้านอาหารท้องถิ่น

      เพราะสำหรับผู้สูงอายุ รายได้ที่มั่นคงไม่ได้หมายถึงเงินมากขึ้นเท่านั้น แต่หมายถึงเมืองที่ช่วยลดต้นทุนจำเป็นในชีวิตประจำวัน และเปิดโอกาสให้พวกเขายังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า







ศูนย์ผู้สูงอายุไม่ใช่แค่สถานที่ทำกิจกรรม แต่เป็นพื้นที่ของชีวิต

      จากวงสนทนา จะเห็นได้ชัดว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางสังคม การได้ออกกำลังกาย พบเพื่อน ร้องเพลง ทำกิจกรรม เรียนรู้สิ่งใหม่ หรือมีพื้นที่ประจำให้ไปทุกวัน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาวะที่ดี ทั้งทางกาย ใจ และสังคม ศูนย์ผู้สูงอายุ กรุงเทพมหานคร และสวนลุมพินี จึงถูกมองเป็นพื้นที่ที่มีความหมายมาก เพราะเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้สูงอายุได้ออกจากบ้าน ได้พบปะผู้คน ได้หัวเราะ ได้เคลื่อนไหวร่างกาย และได้รู้สึกว่าชีวิตยังมีจังหวะ มีเพื่อน และมีเป้าหมายในแต่ละวัน

      แต่ผู้สูงอายุก็สะท้อนว่า พื้นที่แบบนี้ยังไม่กระจายอย่างทั่วถึง บางเขตหรือบางชุมชนยังมีกิจกรรมไม่สม่ำเสมอ บางพื้นที่ประชาสัมพันธ์ไม่ถึง บางกิจกรรมออกแบบจากหน่วยงานมากกว่าจากความต้องการของผู้สูงอายุ และบางกิจกรรมเป็นเพียงกิจกรรมพาไปเที่ยว ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ผู้สูงอายุทุกกลุ่ม

      ข้อเสนอจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มกิจกรรมให้มากขึ้น แต่ต้องทำให้กิจกรรมกระจายสู่ระดับเขตและชุมชน อยู่ใกล้บ้าน ต่อเนื่อง และออกแบบร่วมกับผู้สูงอายุจริง ๆ

      กิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมแก้เหงา แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ผู้สูงอายุได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และศักยภาพของตนเอง เช่น กิจกรรมอาสาสมัคร การถ่ายทอดภูมิปัญญา การเรียนรู้เทคโนโลยี กิจกรรมข้ามวัย การช่วยดูแลผู้สูงอายุด้วยกันเอง หรือกิจกรรมสร้างรายได้ขนาดเล็ก เพราะผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้รับบริการ แต่ต้องการเป็นคนที่ยังมีบทบาทในเมือง



จากผู้รับบริการ สู่พลเมืองสูงวัยที่มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วม

      หนึ่งในข้อเสนอที่ชัดเจนที่สุดจากเวทีครั้งนี้ คือการจัดตั้ง “สภาผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร” และ “สภาผู้สูงอายุระดับเขต” ข้อเสนอนี้สะท้อนว่า ผู้สูงอายุไม่ต้องการให้เสียงของตนเองถูกฟังเป็นครั้งคราวในกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นเท่านั้น แต่ต้องการมีกลไกถาวรที่ช่วยรวบรวมปัญหา สะท้อนความต้องการ เสนอแนวทางแก้ไข ประสานหน่วยงาน และติดตามว่านโยบายหรือบริการต่าง ๆ ถูกนำไปใช้จริงหรือไม่

      ในระดับเขต สภาผู้สูงอายุอาจทำหน้าที่เชื่อมเสียงของผู้สูงอายุในพื้นที่กับสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในระดับกรุงเทพมหานคร สภาผู้สูงอายุอาจทำหน้าที่รวบรวมข้อเสนอจากแต่ละเขต ยกระดับเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเมือง และติดตามการดำเนินงานในภาพรวม

      หัวใจของข้อเสนอนี้จึงไม่ใช่แค่การมีคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง แต่คือการเปลี่ยนมุมมองต่อผู้สูงอายุ จาก “ผู้ถูกดูแล” เป็น “พลเมืองสูงวัย” ที่มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการกำหนดเมืองที่ตนเองใช้ชีวิตอยู่ เพราะเมืองสูงวัยที่ดี ไม่ควรออกแบบโดยไม่ฟังคนสูงวัย







7 โจทย์สำคัญจากเสียงผู้สูงอายุเมือง

      จากประสบการณ์ชีวิตและข้อเสนอของผู้สูงอายุในวง Shared Vision ครั้งนี้ สามารถสรุปเป็น 7 โจทย์สำคัญสำหรับการพัฒนาเมืองสูงวัยของกรุงเทพมหานคร

  1. พัฒนาระบบสุขภาพผู้สูงอายุแบบสองขา คือมีทั้งบริการใกล้บ้านสำหรับการคัดกรอง ให้คำปรึกษา และส่งเสริมสุขภาพ รวมถึงทีมเยี่ยมบ้านเชิงรุกสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ติดบ้าน ติดเตียง หรือเดินทางลำบาก
  2. ลดค่าใช้จ่ายจำเป็นของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่าอาหาร เพราะการลดต้นทุนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุออกจากบ้าน ดูแลสุขภาพ พบเพื่อน และมีส่วนร่วมทางสังคมได้มากขึ้น
  3. ออกแบบการฝึกอาชีพให้เชื่อมกับรายได้จริง ไม่ใช่เพียงจัดอบรมแล้วจบ แต่ต้องมีตลาด ช่องทางขาย งานที่เหมาะกับวัย และระบบสนับสนุนต่อเนื่อง
  4. ทำแผนที่จุดเสี่ยงผู้สูงอายุระดับเขต เพื่อระบุพื้นที่ที่ผู้สูงอายุใช้จริงและมีความเสี่ยง เช่น ทางเท้าชำรุด จุดข้ามถนนอันตราย ป้ายรถเมล์ไม่มีที่นั่ง ห้องน้ำไม่เพียงพอ ไฟส่องสว่างไม่พอ หรือพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย
  5. พัฒนาบริการปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุให้ชัดเจนและเข้าถึงได้ เช่น การติดราวจับ ทำทางลาด ปรับห้องน้ำ ลดจุดเสี่ยงในบ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในบ้านและชุมชนเดิมได้อย่างปลอดภัย
  6. ขยายกิจกรรมผู้สูงอายุจากศูนย์ใหญ่สู่ทุกเขตและทุกชุมชน โดยให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่รัฐคิดแทน
  7. จัดตั้งสภาผู้สูงอายุกรุงเทพมหานครและสภาผู้สูงอายุระดับเขต เพื่อให้ผู้สูงอายุมีช่องทางส่งเสียง เสนอปัญหา และร่วมออกแบบนโยบายเมืองอย่างเป็นระบบ


เมืองสูงวัย ไม่ใช่เรื่องของคนแก่เท่านั้น

      บทเรียนสำคัญจากเวที Shared Vision ครั้งนี้ คือ ผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเมืองที่ดูแลพวกเขาแบบแยกขาดจากคนกลุ่มอื่น แต่ต้องการเมืองที่ทุกคนใช้ชีวิตร่วมกันได้ดีขึ้น

      ทางเท้าที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ ก็ปลอดภัยสำหรับเด็ก คนพิการ คนท้อง และคนเดินเท้าทุกคน ขนส่งสาธารณะที่ขึ้นลงง่ายสำหรับผู้สูงอายุ ก็เป็นขนส่งที่ดีสำหรับคนทั้งเมือง ห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดและเข้าถึงง่าย ไม่ได้จำเป็นเฉพาะกับผู้สูงอายุ แต่จำเป็นกับทุกคน เมืองที่มีที่นั่งพัก มีไฟส่องสว่าง มีพื้นที่สีเขียว และมีกิจกรรมใกล้บ้าน ก็เป็นเมืองที่ทำให้ชีวิตของคนทุกวัยดีขึ้น

      ดังนั้น เมืองสูงวัยจึงไม่ใช่เมืองที่สร้างขึ้นเพื่อ “คนแก่” เท่านั้น แต่คือเมืองที่ยอมรับว่ามนุษย์มีข้อจำกัด มีความเปราะบาง และมีจังหวะชีวิตที่แตกต่างกัน





      สำหรับ theSPACE สิ่งที่เกิดขึ้นในกิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เสียงจากชีวิตจริงได้ขยับเข้ามาอยู่ใกล้การออกแบบนโยบายมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่เสมอไป บางครั้งอาจเริ่มจากการที่ผู้สูงอายุคนหนึ่งกล้าพูดว่า “ทางเท้าตรงนี้เดินยาก” จากอีกคนที่บอกว่า “อยากให้มีหมอปรึกษาได้โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลทุกครั้ง” จากอีกคนที่เสนอว่า “ผู้สูงอายุควรมีสภาของตัวเอง” หรือจากอีกหลายคนที่ยืนยันว่า พวกเขายังอยากออกมาใช้ชีวิต อยากมีเพื่อน อยากทำงาน อยากช่วยเหลือคนอื่น และอยากเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนี้ต่อไป

      เมื่อกรุงเทพฯ กำลังสูงวัยมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า เมืองจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไร แต่คือ กรุงเทพฯ จะออกแบบตัวเองใหม่อย่างไร เพื่อให้ทุกคนสามารถแก่ไปในเมืองนี้ได้อย่างมั่นใจ มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรี เพราะท้ายที่สุด เมืองที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ อาจเป็นเมืองเดียวกันกับเมืองที่ดีสำหรับเราทุกคน ….







อรรถพล คู่กระสังข์

เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร