Human Story

สูงวัยใน กทม. | theSeries


ป้าเรียม (วิภา กองนักวงศ์) ชุมชนบ้านครัวเหนือ ราชเทวี


เมื่อผู้สูงอายุไม่ใช่เพียง “ผู้รับการดูแล” แต่ยังคือคนที่ช่วยดูแลเมือง


      “คนรุ่นเก่ามีความรู้ คนรุ่นใหม่ก็มีความรู้อีกทางหนึ่ง ถ้าสองฝั่งนี้มาเจอกันได้ มันจะเกิดภาพที่สวยงามในสังคมของเรา”นี่คือประโยคหนึ่งจาก นางวิภา กองนักวงศ์ หรือที่เด็ก ๆ และคนในชุมชนบ้านครัวเหนือเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า “ป้าเรียม”หญิงวัย 63 ปี ที่แม้วันนี้จะไม่มีตำแหน่งทางการใด ๆ ในชุมชนแล้ว แต่กลับยังเป็นคนสำคัญที่หลายคนคิดถึงเมื่อต้องการความช่วยเหลือ

      บางคนมาหาเพราะมีปัญหาเรื่องสิทธิ บางคนมาปรึกษาเรื่องผู้ป่วยติดเตียง บางคนขอให้ช่วยประสานหน่วยงานรัฐ บางคนต้องการคำแนะนำเรื่องสวัสดิการ เด็กแรกเกิด ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือแม้แต่กรณีผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่

      สำหรับป้าเรียม งานเหล่านี้ไม่ใช่งานที่มีค่าตอบแทน ไม่ใช่หน้าที่ราชการ และไม่ใช่ภารกิจที่มีใครสั่งให้ทำ แต่เป็นสิ่งที่เธอเรียกว่า “งานจิตอาสา” งานที่ทำแล้วสบายใจ และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอยังรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอยู่ในเมืองนี้

      “การได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่เขาได้รับความลำบาก แล้วเราได้ไปช่วยเหลือเขา ไม่มากก็น้อย นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า”



จากคนถูก “ชี้ตัว” สู่คนประสานชีวิตในชุมชน

      ป้าเรียมเริ่มทำงานในชุมชนมาตั้งแต่ปี 2544 โดยเริ่มจากการเป็นคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ต่อมาเป็นกรรมการชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงบทบาทจิตอาสากับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านแรงงาน สาธารณสุข และการพัฒนาสังคม

      เมื่อถามว่าเริ่มสนใจงานด้านนี้ได้อย่างไร ป้าเรียมหัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า จริง ๆ แล้วไม่ได้เริ่มจากความสนใจโดยตรง แต่เริ่มจากการถูกมองว่า “น่าจะทำได้”

      “คือเริ่มแรกเราไม่ได้สนใจอะไรหรอก แต่เขามองว่าเราน่าจะเป็นบุคคลที่มีความสามารถ อีกอย่างตอนนั้นป้าเรียมก็ยังรับราชการอยู่ เขาก็เห็นว่าเป็นคนมีความรู้ ก็เลยให้มาทำตรงนี้”

      จากวันนั้นถึงวันนี้ ป้าเรียมกลายเป็นคนที่ชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ มักนึกถึงเวลามีปัญหา “ส่วนมากจะเป็นคนที่โดนชี้ตัวมากกว่า พอมีอะไรเขาก็จะบอกว่า วิภาสิ พี่เรียมสิ ประมาณนั้น” คำว่า “โดนชี้ตัว” ในความหมายของป้าเรียมไม่ได้แปลว่าเป็นภาระที่ถูกโยนมาให้ แต่สะท้อนความเชื่อมั่นที่คนรอบข้างมีต่อเธอ เพราะป้าเรียมเป็นคนรู้ทาง รู้ระบบ รู้หน่วยงาน และที่สำคัญคือรู้จักคนในพื้นที่

      ในหลายกรณี ป้าเรียมทำหน้าที่เหมือน “สะพาน” ระหว่างประชาชนกับระบบราชการ เธอช่วยแยกว่าปัญหาใดควรส่งต่อหน่วยงานด้านสุขภาพ ปัญหาใดควรไปทาง พม. ปัญหาใดเกี่ยวกับรายได้ สวัสดิการ หรือการซ่อมบ้าน

      “เรามีความรู้ตรงนี้ เราสามารถเชื่อมต่อ ส่งต่อ ประสานงานกับกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ เพื่อให้เขามีรายได้ ไม่ว่าจะเป็นงบช่วยเหลือผู้สูงอายุ งบเด็กแรกเกิด หรือค้าขาย เราจะเป็นคนประสานงานให้ แนะนำให้ ทำเอกสารให้เขา โดยที่เราไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ทำแล้วสบายใจ”







เมื่อระบบรัฐมีอยู่ แต่คนจำนวนมากยัง “เข้าไม่ถึง”

      หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ป้าเรียมสะท้อน คือประเทศไทยไม่ได้ขาดบริการหรือโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุเสมอไป หลายหน่วยงานมีโครงการ มีสวัสดิการ มีสิทธิประโยชน์ และมีช่องทางให้ประชาชนติดต่อ แต่ปัญหาคือคนจำนวนมากไม่รู้ว่ามีสิ่งเหล่านั้นอยู่ หรือรู้แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงได้อย่างไร

      “ถ้าจะมองว่าถูกละเลย แต่ละหน่วยงานเขาก็ไม่ได้ละเลยนะ เพียงแต่ว่าเราไม่รู้เอง การประชาสัมพันธ์มันไม่ถึง” ป้าเรียมยกตัวอย่างว่า หลายครั้งมีหน่วยงานจัดอบรม ให้ความรู้ ฝึกอาชีพ หรือมีบริการสำหรับผู้สูงอายุ แต่คนที่อยู่บ้านเฉย ๆ ไม่ได้มีเครือข่าย ไม่ได้เล่นสื่อออนไลน์ หรือไม่รู้ว่าจะติดตามข้อมูลจากที่ไหน ก็อาจไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีสิทธิหรือมีโอกาสอะไรบ้าง “คนที่เขาอยู่บ้าน ๆ เขาไม่รู้ว่ามีหน่วยงานตรงนี้ เขาเข้าไม่ถึง แต่อย่างป้าเรียมเป็นจิตอาสา เราก็จะกว้างกับเขา เรารู้ว่าตรงนู้นตรงนี้มีอะไร บางทีก็ชวนกันไปว่า ไปไหม เขามีอบรมตรงนี้นะ เขามีให้ความรู้เรื่องสุขภาพ เรื่องฝึกอาชีพ”

      ในมุมของป้าเรียม ช่องว่างสำคัญจึงไม่ใช่แค่การมีหรือไม่มีบริการ แต่คือการทำให้ประชาชนรู้ เข้าใจ และใช้บริการเหล่านั้นได้จริง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่ได้ถนัดเทคโนโลยี

      "ผู้สูงอายุบางคนเล่นมือถือไม่เป็น เล่นไลน์ก็ไม่ได้ เขารับข่าวสารจากทีวี แต่ทีวีก็ไม่ได้ประชาสัมพันธ์เรื่องพวกนี้ หน่วยงานภาครัฐก็เปิดเพจ เปิดเบอร์โทร แต่มีเยอะมาก กระจัดกระจาย ใครจะไปจำได้” นี่คือภาพสะท้อนสำคัญของ “ระบบบริการในเมือง” ที่อาจมีอยู่หลายส่วน แต่ยังขาดการสื่อสารที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ และขาดคนกลางที่ช่วยแปลระบบราชการให้กลายเป็นภาษาที่ประชาชนเข้าใจ



“จริง ๆ เป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ แต่เราเป็นคนในพื้นที่”

      ป้าเรียมเล่าถึงหลายกรณีที่เธอต้องเข้าไปช่วยประสานข้อมูล ตั้งแต่ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ ไปจนถึงผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่อื่น ๆ ในกรณีหนึ่ง มีผู้ป่วยจิตเวชอยู่ในคอนโด มีอาการโวยวายอยู่ในห้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ป้าเรียมและเครือข่ายเข้าไปช่วยดูข้อมูลเบื้องต้นว่า บุคคลนั้นเป็นใคร รักษาอยู่ที่ไหน บ้านอยู่ที่ไหน และควรส่งต่ออย่างไร“การได้ข้อมูลมาไม่ใช่ว่าได้มาง่าย ๆ การจะรู้ประวัติเขา เราต้องไปประสานที่เขต เขารักษาตัวที่ไหนก็ต้องไปประสานศูนย์บริการสาธารณสุขให้ค้นหาให้”



“จริง ๆ เป็นหน้าที่เจ้าหน้าที่ แต่เราเป็นคนในพื้นที่”

      ป้าเรียมเล่าถึงหลายกรณีที่เธอต้องเข้าไปช่วยประสานข้อมูล ตั้งแต่ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ ไปจนถึงผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่อื่น ๆ ในกรณีหนึ่ง มีผู้ป่วยจิตเวชอยู่ในคอนโด มีอาการโวยวายอยู่ในห้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอให้ป้าเรียมและเครือข่ายเข้าไปช่วยดูข้อมูลเบื้องต้นว่า บุคคลนั้นเป็นใคร รักษาอยู่ที่ไหน บ้านอยู่ที่ไหน และควรส่งต่ออย่างไร“การได้ข้อมูลมาไม่ใช่ว่าได้มาง่าย ๆ การจะรู้ประวัติเขา เราต้องไปประสานที่เขต เขารักษาตัวที่ไหนก็ต้องไปประสานศูนย์บริการสาธารณสุขให้ค้นหาให้”

      เมื่อถามว่า งานแบบนี้ควรเป็นหน้าที่ของป้าเรียมหรือควรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ป้าเรียมตอบตรงไปตรงมาว่า “จริง ๆ เป็นเจ้าหน้าที่ แต่ว่าเราเป็นคนในพื้นที่ เราจะต้องรับข้อมูลตรงนั้นก่อน เพราะการที่หน่วยงานภาครัฐจะลงมา มันไม่ใช่อยู่ ๆ ลงมาได้ เราต้องรู้ข้อมูลก่อนเพื่อส่งต่อ”

      คำตอบนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของคนในชุมชนอย่างป้าเรียม ที่ทำหน้าที่เป็น “ด่านหน้า” ของระบบบริการโดยไม่เป็นทางการ เพราะรู้จักพื้นที่ รู้จักคน รู้บริบท และรู้ว่าปัญหาแต่ละแบบต้องส่งต่อไปที่ใด

      ในทางหนึ่ง นี่คือพลังของชุมชน แต่อีกทางหนึ่ง ก็สะท้อนว่าระบบบริการของรัฐยังพึ่งพาคนกลางในพื้นที่อย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองที่ปัญหาซับซ้อนและประชากรหลากหลาย



สูงวัยในเมือง : ตั้งแต่ออกจากบ้านจนกลับเข้าบ้าน ทุกอย่างคือความยาก

      เมื่อชวนป้าเรียมมองชีวิตในกรุงเทพฯ ในฐานะผู้สูงอายุ เธอสรุปความยากของเมืองอย่างเรียบง่ายว่า“ตั้งแต่ออกจากบ้านจนเข้าบ้าน”สำหรับป้าเรียม เมืองใหญ่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ลืมตาตื่น หากอยู่ต่างจังหวัดหรือพื้นที่กึ่งชนบท อาจยังพอเก็บผัก เก็บหญ้า หรือพึ่งพาทรัพยากรรอบตัวได้บ้าง แต่ในเมือง ทุกอย่างต้องจ่าย “เช้ามาจะกินโจ๊กจานหนึ่งก็ต้องจ่ายแล้ว”

      นอกจากค่าใช้จ่าย เมืองยังมีรถติด การเดินทางที่กินเวลานาน และระบบบริการที่ต้องใช้ความอดทน โดยเฉพาะการไปโรงพยาบาลตามนัด ป้าเรียมเล่าว่า เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เธอเริ่มมีโรคเรื้อรังที่ต้องพบแพทย์เป็นระยะ แม้จะไม่ได้เจ็บป่วยหนัก แต่การไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งกลับใช้เวลาทั้งวัน

      “การที่เราจะไปหาหมอ มันไม่ได้อำนวยความสะดวกอะไรกับเราเลย เราต้องไปตามขั้นตอนของเขา ไปหาหมอวันหนึ่งใช้เวลาทั้งวัน เสียเวลา วุ่นวาย เบื่อที่สุด”

      เธอไม่ได้ปฏิเสธระบบการแพทย์ แต่ตั้งคำถามกับระบบบริการที่ยังทำให้ผู้สูงอายุต้องรอ ต้องเดินตามขั้นตอน และต้องใช้เวลามากเกินไปกับเรื่องที่ควรจัดการได้ง่ายกว่านี้       “บางทีเราเป็นอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เราก็ไปกลางคืน เสียเงินเอง เพื่อจะได้รับบริการเลย ไม่ต้องรอ” ในมุมของป้าเรียม บริการสุขภาพที่ดีไม่ใช่แค่มีหมอและยา แต่ควรมีการจัดการเวลา การสื่อสาร และทางเลือกที่เข้าใจชีวิตผู้สูงอายุ

      “ถ้าไปหาหมอ ป้าก็อยากเจอหมอที่มีความรู้ มีประสบการณ์มากขึ้น แต่ถ้าเป็นเรื่องดิจิทัล เราก็ต้องการวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีความรู้”ประโยคนี้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจมาก ป้าเรียมไม่ได้ต่อต้านคนรุ่นใหม่ และไม่ได้ยึดติดกับคนรุ่นเก่า เธอเพียงต้องการระบบที่ใช้จุดแข็งของแต่ละวัยให้เหมาะกับงานแต่ละแบบ







รถบริการชุมชน : เมื่อระบบใหญ่ไม่ทันใจ ชุมชนจึงต้องสร้างทางออกเอง

      หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของการที่ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการปัญหาเอง คือเรื่องการรับส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ป้าเรียมเล่าว่า แม้ภาครัฐจะมีบริการฉุกเฉินหรือระบบรับแจ้งเหตุ แต่เมื่อต้องใช้จริง กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด “โทรไป 1669 บอกว่าเจอผู้ป่วยแบบนี้ เขาก็ไม่มา เขาจะรอประเมินสถานการณ์ก่อน แต่มันไม่ใช่ไง เราไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ เราไม่รู้หรอกว่าอาการแบบนี้มากน้อยแค่ไหน” ในมุมของชาวบ้าน สิ่งที่ต้องการคือความช่วยเหลือที่เร็ว ทันเวลา และเข้าใจความกังวลของคนในพื้นที่ แต่เมื่อระบบใหญ่ตอบสนองไม่ได้ทันใจ ชุมชนบ้านครัวจึงต้องมีรถบริการของตัวเอง โดยใช้รถของมัสยิดที่มีผู้บริจาคให้ แล้วนำมาปรับปรุงเป็นรถรับส่งผู้ป่วย

      “ในชุมชนของเราก็ต้องมีรถบริการ เป็นรถของมัสยิด มีคนบริจาคให้ แล้วเอารถนั้นมาปรับปรุง ส่งผู้ป่วย รับผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ตามที่เขาร้องเรียนมา” นี่คือตัวอย่างของระบบดูแลที่เกิดจากพลังของชุมชนและศาสนสถาน ซึ่งช่วยอุดช่องว่างของระบบบริการรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นคำถามสำคัญว่า เมืองควรปล่อยให้ชุมชนต้องแก้ปัญหาพื้นฐานเหล่านี้เองมากน้อยเพียงใด



บ้านครัวเหนือ : ชุมชนที่ถูกล้อมด้วยตึกสูง ฝุ่น คลอง และประชากรแฝง

      บ้านครัวเหนือในความทรงจำของป้าเรียมเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เป็นชุมชนที่ผู้คนรู้จักกัน บ้านเชื่อมต่อกันง่าย มีงานบุญ มีการพูดคุย มีความเป็นชุมชนของคนมุสลิมและพุทธที่อยู่ร่วมกันได้

      แต่บ้านครัวเหนือในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก

      “ปัจจุบันความเปลี่ยนแปลงมันเปลี่ยนไป ชุมชนเราถูกล้อมรอบไปด้วยตึกสูง มองไปสภาพแวดล้อมมันก็ไม่ดีแล้ว ทั้งฝุ่นละออง PM 2.5 มลพิษทางเรือ ควันพิษจากเรือ น้ำเหม็นจากคลองแสนแสบ มันมีผลกระทบทั้งนั้น ทั้งสุขภาพของคนและสุขภาพจิตของคนในชุมชน”

      นอกจากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ ป้าเรียมยังเห็นความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ในชุมชน คนรุ่นเดิมจำนวนหนึ่งย้ายออกไป คนใหม่ย้ายเข้ามาเป็นผู้เช่า แรงงานจากต่างจังหวัด หรือแรงงานข้ามชาติ ความร่วมมือในชุมชนจึงไม่เหมือนเดิม “คนที่มาอยู่ใหม่ก็จะเป็นประชากรแฝง ความร่วมมือกับเราก็ไม่มี เขามาอยู่เพื่อทำมาหากินของเขา” ปัญหานี้ไม่ใช่การปฏิเสธคนใหม่ แต่ป้าเรียมมองว่าเมื่อใครเข้ามาอยู่ในพื้นที่แล้ว ก็ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และควรมีส่วนร่วมกับกฎกติกาพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน

      เธอยกตัวอย่างเรื่องขยะว่า เจ้าของบ้านเช่าควรมีบทบาทมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเก็บค่าเช่า แต่ไม่จัดการพื้นที่ทิ้งขยะหรือไม่สนับสนุนให้ลูกบ้านมีส่วนร่วมกับชุมชน< a class="italic-text">“คุณเป็นเจ้าของบ้าน คุณให้เขาเช่า แต่คุณไม่มีที่ทิ้งขยะให้เขา คนของคุณก็ออกมาทิ้งบ้านใครก็ได้ที่เดินผ่าน โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตรงนั้น”

      สำหรับเมืองใหญ่ ปัญหาเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ทุกวัน เรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้คือคุณภาพชีวิต คือความปลอดภัย และคือความรู้สึกว่าชุมชนยังดูแลกันอยู่หรือไม่







สวนหย่อมเล็ก ๆ ที่ทำให้คนออกมาคุยกัน

      เมื่อถามว่า ถ้าเลือกปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในเมืองได้หนึ่งเรื่อง ป้าเรียมอยากให้เริ่มจากอะไร เธอตอบทันทีว่า“สวนหย่อมในชุมชน สวนสาธารณะต้องมี” สำหรับป้าเรียม สวนหย่อมหรือพื้นที่สาธารณะขนาดเล็กในชุมชนไม่ได้เป็นเพียงที่ออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่พบปะ พื้นที่พูดคุย และพื้นที่ที่ทำให้คนเห็นปัญหาของกันและกัน

      เธอเล่าถึงพื้นที่หนึ่งในชุมชนที่เคยเป็นกองขยะ เพราะเป็นที่รกร้างของเจ้าของบ้านที่อยู่ที่อื่น ชาวบ้านจึงนำขยะมาทิ้งจนเต็มพื้นที่ ต่อมาชุมชนได้ประสานขอโครงการเข้ามาปรับเป็นสวนหย่อม และกลายเป็นพื้นที่ใช้สอยของส่วนรวม       “ทุกวันนี้เป็นที่ใช้สอยของส่วนรวม ใช้ทำกิจกรรม ตรวจสุขภาพ ออกกำลังกาย ประชุม งานบุญ ใช้ได้หมด”ที่สำคัญ พื้นที่เช่นนี้ทำให้ผู้สูงอายุมีที่ออกมานั่งคุยกัน

      “อย่างน้อยคือเป็นที่ให้ผู้สูงอายุมานั่งคุยกันว่าเขามีปัญหาอะไร อยากทำอะไร คนมานั่งคุยกัน เราก็จะรู้แล้วว่ามีปัญหาอะไร เราก็จะช่วยเหลือ ถ้าไม่นั่งคุยกัน อยู่บ้านใครบ้านมัน เราก็จะไม่รู้”

      นี่คือแก่นสำคัญของพื้นที่สังคมในเมือง พื้นที่เล็ก ๆ ที่อาจไม่ใช่โครงการใหญ่ แต่ทำให้ระบบดูแลเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ ทำให้ปัญหาถูกมองเห็นก่อนจะกลายเป็นวิกฤต และทำให้ผู้สูงอายุไม่ถูกขังอยู่ในบ้านของตัวเอง



รายได้ในวัยสูงอายุ : ไม่ใช่แค่เงินช่วยเหลือ แต่คือโอกาสในการมีบทบาท

      ป้าเรียมเป็นข้าราชการเกษียณ จึงยังมีรายได้หลังเกษียณ แต่เธอไม่ได้มองเรื่องนี้เฉพาะจากตัวเอง ตรงกันข้าม เธอมองเห็นความแตกต่างระหว่างคนที่มีบำนาญกับคนที่ไม่มีรายได้ประจำหลังสูงวัย “เรามองว่าเราเกษียณมาแล้ว เรายังมีรายได้จุนเจือตัวเองอยู่ แต่คนที่ไม่ได้ทำงานราชการ ไม่มีเงินเกษียณ รายได้เขาไม่มี ตรงนี้แหละเราต้องลงมาดูแลเขา”

      ในสายตาของป้าเรียม ระบบสนับสนุนรายได้ผู้สูงอายุในเมืองควรมากกว่าเงินสวัสดิการ แต่ควรเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังมีแรง ยังมีฝีมือ หรือยังอยากทำงาน ได้มีช่องทางสร้างรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เธอยกตัวอย่างการทำกระเป๋าสตางค์ พวงกุญแจ หรือสินค้าที่ไม่ต้องลงทุนสูง ไม่บูด ไม่เน่า และสามารถเก็บไว้ขายได้ ปัญหาไม่ใช่ผู้สูงอายุทำไม่ได้ แต่คือทำแล้วไม่มีช่องทางขาย“ทำกระเป๋าสตางค์ไม่ต้องลงทุนเยอะ ทำพวงกุญแจไม่ต้องลงทุนเยอะ แล้วสินค้าพวกนี้ไม่บูดไม่เน่า แต่เราจะทำยังไงให้กระจายสินค้า ทำแล้วไม่จมอยู่ที่บ้าน”

      ในพื้นที่บ้านครัวซึ่งอยู่ใกล้โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว และระบบขนส่ง ป้าเรียมมองว่าภาครัฐหรือท้องถิ่นอาจช่วยประสานให้สินค้าชุมชนของผู้สูงอายุไปวางขายในโรงแรม หรือจัดถนนคนเดินเดือนละครั้ง เพื่อให้ผู้สูงอายุได้ขายอาหาร ขนม หรือสินค้าฝีมือ“อย่างน้อยเขามีรายได้ของเขาเองเดือนหนึ่งพันสองพันเขาก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องจะซื้ออะไรทีหนึ่งก็ต้องไปพึ่งลูกหลาน”

      ในมุมนี้ การสร้างรายได้ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่คือการทำให้ผู้สูงอายุยังมีบทบาท ยังรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรได้ และยังมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม







ไม่เหงา แต่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

      เมื่อพูดถึงความเหงาของผู้สูงอายุในเมือง ป้าเรียมตอบด้วยน้ำเสียงชัดเจนว่า “ไม่มีเหงาเลย ความรำคาญซะมากกว่า เยอะเกิน”คำตอบนี้ทำให้เห็นตัวตนของป้าเรียมอย่างมาก เธอเป็นคนที่มีผู้คนเข้าหา มีเครือข่าย มีงานจิตอาสา และยังมีบทบาทในชุมชน จึงไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนผู้สูงอายุอีกจำนวนมาก

      อย่างไรก็ตาม ป้าเรียมยอมรับว่ารูปแบบความสัมพันธ์ในชุมชนเปลี่ยนไป จากสมัยที่รู้จักกันแทบทุกบ้าน มาสู่ยุคที่มีคนใหม่ ประชากรแฝง บ้านเช่า และความสัมพันธ์ที่บางครั้งเหลือเพียงการเห็นหน้า ทักทาย หรือยิ้มให้กัน แต่ในเครือข่ายที่เธอยังมีปฏิสัมพันธ์อยู่ ความสัมพันธ์ก็ยังแข็งแรง โดยเฉพาะในสังคมมุสลิมที่ยังพบกันที่มัสยิด งานบุญ การละหมาด และกิจกรรมชุมชน“อย่างน้อยเราก็เจอกันที่มัสยิด วันศุกร์ครั้งหนึ่ง เดือนบวชมาละหมาด เราก็ได้คุยกัน”

      สำหรับป้าเรียม ศาสนสถานจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นพื้นที่สังคม พื้นที่พบปะ และพื้นที่ที่ทำให้ผู้สูงอายุยังรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน







ฝากถึงผู้ว่าฯ กทม. : อย่าหายไปหลังเลือกตั้ง และอย่ามองข้ามเรื่องเล็กของชุมชน

      เมื่อถามว่า หากมีโอกาสฝากข้อเสนอถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ป้าเรียมอยากบอกอะไร เธอพูดถึงสิ่งที่เห็นซ้ำ ๆ ในหลายยุคหลายสมัยว่า ตอนหาเสียง ผู้สมัครมักเข้าถึงชุมชน ติดดิน พูดคุย รับฟัง แต่เมื่อได้รับเลือกแล้วกลับไม่มีเวลา หรือหายไปจากพื้นที่

      “ตอนแรกคุณมา คุณเข้าถึงชุมชน เข้าถึงติดดิน แต่พอคุณได้แล้ว คุณไม่มีเวลา”

      ป้าเรียมเข้าใจว่าผู้ว่าฯ อาจไม่มีเวลาลงทุกพื้นที่ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่ควรมีคือทีมงานที่ยังคงปฏิสัมพันธ์กับชุมชน รับฟังปัญหา และติดตามสิ่งที่เคยรับปากไว้

      “อย่างน้อยคุณก็ต้องมีทีมงานของคุณเข้ามาดูแลปฏิสัมพันธ์กับชาวชุมชน ตอนที่คุณมาหาเสียงเขาก็บอกแล้วว่าเขาเจอปัญหาอะไร แต่พอถึงเวลาคุณก็หายเงียบไปเลย” อีกข้อเสนอสำคัญคือ ผู้บริหารเมืองไม่ควรมองข้ามปัญหาเล็ก ๆ ของชุมชน เพราะบางครั้งโครงการใหญ่ระดับพันล้านอาจไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนในพื้นที่เท่ากับการแก้ปัญหาพื้นฐานที่ชุมชนร้องเรียนมานาน







อรรถพล คู่กระสังข์

เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร