Human Story

สูงวัยใน กทม. | theSeries


ป้าเป็ด (พิมพ์พา แดงเรือง) เพชรบุรีซอย 7


เมื่อผู้สูงอายุคนหนึ่งยังเดินเข้า “เส้นเลือดฝอย” ของเมือง เพื่อดูแลคนที่ระบบอาจมองไม่เห็น


      “ถ้าเราเห็นรอบตัวเรา เราก็จะเห็นทุกอย่าง แต่ถ้าเรามองไกลไป บางทีเราก็ยังมองไม่เห็น” นี่คือประโยคที่ นางพิมพ์พา แดงเรือง หรือที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “ป้าเป็ด”ฝากถึงผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่

      ประโยคนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่เมื่อได้ฟังชีวิตของป้าเป็ดอย่างละเอียด จะพบว่ามันคือข้อสรุปจากประสบการณ์ยาวนานของผู้หญิงวัย 70 ปีคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนเพชรบุรีซอย 7 และทำงานอาสาสมัครในพื้นที่เขตราชเทวีมายาวนานเกือบสามทศวรรษ

      ป้าเป็ดเป็น อาสาสมัครสาธารณสุขของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครเป็น อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ อพม. เป็น ประธานกองทุนหมู่บ้าน และเป็น อาสาสมัครแรงงาน หรือ อสร. ของกระทรวงแรงงาน

      แต่หากจะนิยามบทบาทของป้าเป็ดให้สั้นกว่านั้น เธอคือ “คนเดินเข้าไปในบ้านของผู้คน” เพื่อดูว่าในแต่ละหลัง มีใครป่วย ใครติดเตียง ใครเข้าไม่ถึงสิทธิ ใครต้องการซ่อมบ้าน ใครถูกทำร้าย ใครต้องการความช่วยเหลือ และใครกำลังตกหล่นจากระบบบริการของเมือง



หนึ่งวันของป้าเป็ด : เยี่ยมบ้าน ดูแลคนป่วย และประคองระบบให้ไปถึงคนจริง

      เมื่อถามถึงหนึ่งวันในชีวิตของป้าเป็ด เธอไม่ได้เริ่มเล่าจากการพักผ่อนหลังเกษียณ ไม่ได้เริ่มจากการดูแลบ้าน หรือการใช้ชีวิตส่วนตัวเท่านั้น แต่เริ่มจากวันที่ต้อง “ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน” ในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุข

      “ถ้าวันไหนที่เราออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ก็จะเป็นเรื่องการช่วยเหลือในฐานะอาสาสมัครของสาธารณสุข เดินเยี่ยมบ้าน ไปดูแลผู้สูงอายุที่บางครั้งช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ไปสอบถามว่าสุขภาพเป็นยังไง มีความต้องการอะไรที่จะให้ช่วยเหลือไหม”

      บางบ้านไม่มีปัญหาอะไรมาก บางบ้านเป็นผู้สูงอายุที่ยังพอดูแลตัวเองได้ แต่บางบ้านคือผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง

      ป้าเป็ดเล่าถึงผู้ป่วยติดเตียงรายหนึ่งที่เริ่มจากการติดเชื้อในช่วงโควิด และมีภาวะ Stroke ร่วมด้วย จนร่างกายซีกหนึ่งอ่อนแรง ต้องทำกายภาพ โดยมีสามีเป็นผู้ดูแลหลัก คอยพาไปโรงพยาบาลและช่วยฝึกตามที่หมอแนะนำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการกลับทรุดลง แขนขาลีบ กล้ามเนื้อหาย และกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงเต็มตัว

      สำหรับคนทั่วไป นี่อาจเป็นเพียง “เคสหนึ่ง” ในระบบสุขภาพ แต่สำหรับอาสาสมัครอย่างป้าเป็ด นี่คือชีวิตจริงของคนคนหนึ่ง ครอบครัวหนึ่ง และเป็นโจทย์ที่ต้องมองให้ไกลกว่าโรค ผู้ป่วยกินอยู่อย่างไร มีใครดูแลหรือไม่ คนดูแลไหวไหม บ้านเอื้อต่อการดูแลหรือเปล่า ถ้าแย่ลงจะส่งต่อไปที่ไหน และใครจะเป็นคนเห็นปัญหาก่อนที่มันจะกลายเป็นวิกฤต

      นี่คือสิ่งที่ระบบบริการในเมืองต้องการมากกว่าการมีโรงพยาบาลอยู่ปลายทาง เพราะก่อนที่ผู้ป่วยจะไปถึงโรงพยาบาล ชีวิตของเขาเกิดขึ้นทุกวันในบ้าน ในชุมชน และใน “เส้นเลือดฝอย” ของเมือง







จากชุมชนเพชรบุรีซอย 7 สู่เขตราชเทวี : งานอาสาที่ไม่ได้จบแค่หน้าบ้านตัวเอง

      ในฐานะ อสส. ป้าเป็ดดูแลพื้นที่ชุมชนของตัวเอง แต่เมื่อสวมบทบาท อพม. งานของเธอขยายไปไกลกว่านั้น เพราะเธอทำหน้าที่ในระดับเขตราชเทวี

      “ถ้าสวมหมวกอาสาสมัครสาธารณสุขก็จะอยู่ในชุมชน แต่ถ้าสวมหมวกของ อพม. กระทรวง พม. ป้าเป็ดเป็นประธานทั้งเขตราชเทวี ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพชรบุรีซอย 7”

      บางครั้งกระทรวง พม. โทรแจ้งว่ามีผู้ร้องเรียนกรณีได้รับผลกระทบ หรือมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ป้าเป็ดก็ต้องเข้าไปดู เข้าไปสอบถาม เข้าไปประเมิน และช่วยนำเข้าสู่ระบบ

      เธอเล่าถึงกรณีหนึ่งที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกสามีใช้ความรุนแรง มีลูกพิการ มีลูกติดเชื้อ HIV และครอบครัวมีความเปราะบางหลายชั้นซ้อนกัน ป้าเป็ดไม่ได้เข้าไปแก้ปัญหาคนเดียว แต่ทำหน้าที่ “เอาเข้าระบบ” ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวง พม. และกรมกิจการเด็กและเยาวชน เข้ามาดูแลต่อ

      ในแต่ละรอบของการทำงาน บางครั้งต้องลงพื้นที่หลายชุมชน หลายเคส แบ่งงานกับ อสม. หรือ อสส. ในแต่ละชุมชน แล้วนำข้อมูลมาสรุปรวม เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

      นี่คือภาพของระบบบริการที่ทำงานผ่านเครือข่ายชุมชน ระบบที่ต้องพึ่งคนอย่างป้าเป็ดซึ่งรู้พื้นที่ รู้คน รู้เส้นทาง และรู้ว่าปัญหาที่เห็นตรงหน้า ไม่ได้มีเพียงด้านสุขภาพอย่างเดียว แต่โยงไปถึงความรุนแรง ครอบครัว ความพิการ ความยากจน การศึกษา สิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์



งานอาสาไม่ใช่งานเบา : บางเคสวางลงได้ บางเคสยังค้างอยู่ในใจ

      เมื่อถามว่าเจองานหนักแบบนี้กลับมาเครียดไหม ป้าเป็ดตอบว่า โดยทั่วไปจะพยายามแยกว่างานก็คืองาน ไม่เก็บกลับมามากนัก แต่ก็ยอมรับว่า หากเคสไหนทำไม่สำเร็จ หรือยังค้างอยู่ ก็ทำให้เครียดและคาใจ

      “งานก็คือส่วนงาน จะไม่ค่อยเก็บมา แต่ถ้าอันไหนที่เราทำไม่สำเร็จ มันยังค้างอยู่ บางทีก็เครียด”

      หนึ่งในเรื่องที่ยังติดอยู่ในใจ คือเคสผู้ป่วยเบาหวานที่ป้าเป็ดต้องไปฉีดอินซูลินให้ทุกเช้า เพราะผู้ป่วยทำเองไม่ได้ เธอสอนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่กล้าฉีดเอง

      วันหนึ่งป้าเป็ดมีธุระออกไปข้างนอก เมื่อกลับมา พบว่าผู้ป่วยรายนั้นเกิดปัญหา เข็นรถวีลแชร์เข้าห้องน้ำแล้วออกมาไม่ได้ ต้องอยู่ในนั้นนานหลายชั่วโมง ก่อนมีคนช่วยออกมาได้ และไม่นานหลังจากนั้นผู้ป่วยก็เสียชีวิต

      “ป้าเป็ดก็บอกไม่ถูกว่า ทำไมวันนั้นตัวเองต้องมีธุระ ถ้ามาดูเขาตอนเช้า เห็นเขาสภาพนั้น เขาคงไม่เสียชีวิตอย่างนี้”

      แม้ในอีกมุมหนึ่ง เธอจะพยายามคิดว่า คนเรามีวาระของชีวิต และการที่เธอช่วยดูแลเขามาตลอดอาจทำให้เขาอยู่มาได้นานกว่าที่ควรจะเป็นแล้ว แต่ความรู้สึกของคนดูแลก็ยังไม่ง่ายที่จะวางลง

      “เป็นงานอาสาสมัครก็มีเรื่องแบบนี้ เสียใจเหมือนกัน มันก็จะหลอน” ประโยคนี้สะท้อนความจริงสำคัญของงานดูแลในชุมชนว่า อาสาสมัครไม่ใช่เพียง “คนช่วยงานรัฐ” แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องรับรู้ความเจ็บป่วย ความเปราะบาง และการสูญเสียของผู้คนอย่างใกล้ชิด

      หากเมืองต้องการระบบดูแลผู้สูงอายุที่เข้มแข็ง เมืองจึงไม่ควรมองข้ามการดูแล “ผู้ดูแล” และอาสาสมัครที่อยู่แนวหน้าเหล่านี้เช่นกัน







กรุงเทพฯ ที่ยากขึ้น : จากวันที่เข็นลูกเดินไปประตูน้ำ ถึงวันที่เดินไกลไม่ไหวแล้ว

      ป้าเป็ดเกิดและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มายาวนาน เมื่อเปรียบเทียบเมืองในวันที่ยังสาวกับเมืองในวัย 70 ปี เธอบอกชัดว่า “ยากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะ”

      “เมื่อก่อนช่วงที่ป้าเป็ดมีลูกเล็ก ยังเข็นลูกไปถึงประตูน้ำ เดินนะ ไม่ใช่นั่งรถ ตอนนั้นมลพิษมันไม่ค่อยมี รถก็ไม่เยอะเท่าไหร่ ยังเดินได้”

      แต่วันนี้ เมืองโตขึ้น รถเยอะขึ้น มลพิษมากขึ้น และร่างกายของตัวเองก็เปลี่ยนไป ป้าเป็ดเคยผ่าเปลี่ยนเข่า ทำให้การเดินไกลไม่ง่ายเหมือนเดิม

      “ถ้าตอนนี้ เดินคงไม่ไหวแล้ว ยังเดินได้ แต่ว่าเดินไกล ๆ ไม่ไหว”

      ความยากของผู้สูงอายุในเมืองจึงไม่ได้เกิดจากเมืองเพียงอย่างเดียว และไม่ได้เกิดจากร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่ “เมืองที่เปลี่ยน” มาพบกับ “ร่างกายที่เปลี่ยน” ในเวลาเดียวกัน

เมื่อรถเมล์เปลี่ยนสายจนจำไม่ได้, เมื่อทางเท้าแคบลง, เมื่อร้านค้ารุกล้ำทางเดิน, เมื่อมอเตอร์ไซค์ยังขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า, เมื่อสะพานลอยไกลเกินแรง และเมื่อรถสาธารณะยังไม่เป็นมิตรกับคนที่เดินช้าลง สิ่งเหล่านี้ทำให้เมืองที่เคยพอเดินได้ กลายเป็นเมืองที่ต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนออกจากบ้าน

      เมื่อรถเมล์เปลี่ยนสายจนจำไม่ได้, เมื่อทางเท้าแคบลง, เมื่อร้านค้ารุกล้ำทางเดิน, เมื่อมอเตอร์ไซค์ยังขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า, เมื่อสะพานลอยไกลเกินแรง และเมื่อรถสาธารณะยังไม่เป็นมิตรกับคนที่เดินช้าลง สิ่งเหล่านี้ทำให้เมืองที่เคยพอเดินได้ กลายเป็นเมืองที่ต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนออกจากบ้าน



“เส้นเลือดฝอย” ของเมือง ที่ยังเละเทะอยู่

หนึ่งในคำที่ป้าเป็ดใช้และสะท้อนภาพเมืองได้อย่างชัดเจน คือคำว่า “เส้นเลือดฝอย” เธอเล่าว่า เวลาไปเยี่ยมเคสในชุมชนต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ แม้ภายนอกจะดูเป็นเมืองใหญ่ มีถนน มีอาคาร มีโครงการพัฒนา แต่พอเดินเข้าไปในชุมชนจริง ๆ ยังพบพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ สกปรก เดินลำบาก และเข้าถึงยาก

      หนึ่งในคำที่ป้าเป็ดใช้และสะท้อนภาพเมืองได้อย่างชัดเจน คือคำว่า“เส้นเลือดฝอย”เธอเล่าว่า เวลาไปเยี่ยมเคสในชุมชนต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ แม้ภายนอกจะดูเป็นเมืองใหญ่ มีถนน มีอาคาร มีโครงการพัฒนา แต่พอเดินเข้าไปในชุมชนจริง ๆ ยังพบพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ สกปรก เดินลำบาก และเข้าถึงยาก

      “บางทีเห็น ๆ อย่างนี้ว่ากรุงเทพฯ ไหม แต่พอเข้าไปในชุมชน ก็ที่เขาเรียกเส้นเลือดฝอยไง ที่มันก็ยังเละเทะอยู่” คำว่าเส้นเลือดฝอยในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงถนนซอยเล็กหรือทางเดินในชุมชนเท่านั้น แต่หมายถึงพื้นที่ชีวิตจริงของคนเมืองจำนวนมาก พื้นที่ที่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ คนรายได้น้อย และครอบครัวเปราะบางอาศัยอยู่

      หากนโยบายเมืองมองเห็นเฉพาะถนนใหญ่ โครงการใหญ่ หรือพื้นที่ศูนย์กลาง ก็อาจพลาดชีวิตของคนจำนวนมากที่อยู่ในเส้นเลือดฝอยเหล่านี้







บริการสุขภาพที่ดี ต้องไม่ใช่แค่รักษา แต่ต้องพูดกับผู้สูงอายุอย่างเข้าใจ

      ในฐานะอาสาสมัครสาธารณสุข ป้าเป็ดมีความรู้ด้านสุขภาพพื้นฐาน และดูแลสุขภาพตัวเองค่อนข้างดี แม้จะมีโรคประจำตัว เช่น ความดันสูง หอบหืด และรูมาตอยด์ แต่เธอบอกว่าส่วนใหญ่คุมอาการได้

      เมื่อถามถึงบริการสุขภาพที่ดีสำหรับผู้สูงอายุในเมือง ป้าเป็ดไม่ได้พูดถึงอาคารใหญ่ เครื่องมือแพทย์ หรือเทคโนโลยีเป็นอันดับแรก แต่พูดถึง “การบริการ” และ “วิธีพูด” ของคนที่อยู่หน้าด่าน

      “บางที่บริการกับผู้สูงอายุเพอร์เฟกต์มาก เป็นอะไรเขาก็จะแนะนำไปตรงนั้นตรงนี้ แต่บางที่ก็เจอพยาบาลที่พูดจาแบบทุบสภาพ คนป่วยก็จิตใจไม่ดีอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอคนพูดแบบนี้อีก”

      ในมุมของป้าเป็ด ผู้สูงอายุหลายคนไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้รับคำอธิบายดี ๆ การแนะนำอย่างเป็นขั้นตอน และการสื่อสารที่เคารพความรู้สึกของผู้รับบริการ

      ผู้สูงอายุบางคนเจ็บป่วยทางกาย, บางคนเจ็บป่วยทางใจ, บางคนมีประสบการณ์สูญเสีย, บางคนมีความกลัว

      บางคนไม่เข้าใจระบบ, บางคนถามซ้ำเพราะจำไม่ได้ และบางคนเพียงต้องการให้เจ้าหน้าที่พูดกับเขาด้วยความเข้าใจ บริการสุขภาพที่ดีจึงไม่ใช่เพียงรักษาโรค แต่ต้องรักษาความรู้สึกของคนที่อยู่ในระบบด้วย



สิทธิสุขภาพที่ควรต่อเนื่อง ไม่ใช่ให้ผู้สูงอายุต้องเดินเอกสารซ้ำไปซ้ำมา

      อีกประเด็นหนึ่งที่ป้าเป็ดให้ความสำคัญ คือความซ้ำซ้อนของระบบส่งตัวและสิทธิรักษาพยาบาล เธอเล่าถึงระบบในอดีตที่บางช่วงสามารถออกใบส่งตัวระยะยาวได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเดินทางไป ๆ มา ๆ เพื่อทำเอกสารซ้ำ แต่เมื่อระบบเปลี่ยนไป บางคนต้องกลับไปขอใบส่งตัวบ่อยขึ้น ทั้งที่เป็นผู้ป่วยเดิม โรคเดิม ยาเดิม และรักษาต่อเนื่องที่เดิม

      “จริง ๆ แล้วคนไข้คนนี้ใช้บริการโรงพยาบาลนี้ มีใบส่งตัวชื่อเดียว ประวัติก็อยู่ในนั้นหมด ยาก็ยาเดิม แล้วทำไมต้องไปมา มันเป็นปัญหาตรงนี้”

      นี่คือข้อเสนอเชิงระบบที่ชัดเจนมากจากประสบการณ์ของคนทำงานในชุมชน เพราะสำหรับผู้สูงอายุ การไปขอเอกสารหนึ่งครั้ง ไม่ใช่แค่การเดินทางธรรมดา แต่หมายถึงค่าใช้จ่าย เวลา แรงกาย ความเหนื่อย และบางครั้งต้องมีคนพาไปการลดขั้นตอนซ้ำซ้อนจึงอาจเป็นหนึ่งในนโยบายที่ช่วยผู้สูงอายุได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำให้ระบบเดิม “ง่ายขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และเข้าใจชีวิตผู้ป่วยมากขึ้น”







ทางเท้า รถเมล์ และการเดินทางที่ยังไม่พอดีกับชีวิตสูงวัย

      เมื่อพูดถึงเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ป้าเป็ดสะท้อนชัดเจนว่า ปัญหาพื้นฐานคือทางเดินและการเดินทาง แม้บางพื้นที่จะเริ่มมีรถเมล์ที่เอื้อต่อผู้สูงอายุหรือคนใช้วีลแชร์มากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอ และไม่ได้มีทุกเส้นทาง ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการใช้ถนนของคนในเมืองก็ยังทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่ปลอดภัย

      “มอเตอร์ไซค์ห้ามวิ่งทางเท้า ก็ยังไปวิ่งทุกที่ กฎหมายบ้านเรามันเหมือนเป็นแคมเปญ ผ่านแป๊บเดียวแล้วก็หมดช่วงไป” ในซอยหรือพื้นที่ชุมชน ทางเท้าบางแห่งแคบลง ร้านค้าขยายออกมา ผู้สูงอายุที่เดินช้าต้องหลบ ต้องชะงัก ต้องระวังคนเดินสวน และต้องระวังรถที่วิ่งใกล้ตัว

      “ทางเท้าเคยกว้าง พอถนนขยาย ทางเท้าก็แคบลง แล้วร้านค้าก็ออกมาอีก แทนที่เราจะเดินได้สะดวก ก็เดินลำบาก คนสูงอายุก็เดินช้า” ป้าเป็ดสรุปว่า หากจะปรับปรุงเมืองเพื่อผู้สูงอายุ เรื่องแรกที่อยากให้เริ่มคือ “ทางเดิน” แต่หากมองในภาพรวม ก็ต้องปรับปรุงระบบรถสาธารณะให้ปลอดภัยและเป็นมิตรกับทุกคนมากขึ้น เธอยกตัวอย่างรถโดยสารบางประเภทที่ผู้สูงอายุยังรู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะยังไม่ทันขึ้นดี รถก็จะออกแล้ว

      “ที่ยังไม่ทันจะขึ้น ขาอีกข้างยังไม่ทันขึ้น รถจะออกแล้ว” ในสายตาของผู้สูงอายุ เรื่องเล็ก ๆ เช่นการรอให้ขึ้นรถเสร็จก่อนออกตัว ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาทของคนขับ แต่คือความปลอดภัยของชีวิต



ผู้สูงอายุในเมือง : รายได้ ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่ารักษาที่ซ้อนทับกัน

      แม้ป้าเป็ดจะไม่ได้มีปัญหาด้านรายได้ในชีวิตส่วนตัวมากนัก แต่จากการลงพื้นที่ เธอมองเห็นผู้สูงอายุจำนวนมากที่ยังต้องเผชิญภาระค่าใช้จ่ายในเมือง โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบ้านของตัวเอง ต้องเช่าอยู่ และมีรายได้น้อย “ถ้าผู้สูงอายุมีบ้านก็ยังโอเค แต่ผู้สูงอายุที่ไม่มีบ้านของตัวเองแล้วมาเช่าอยู่ รายได้ก็น้อย ค่าเช่ามันจะเป็นภาระ”

      เธอเล่าถึงผู้สูงอายุบางคู่ที่เป็นสองตายาย อยู่กันสองคน ช่วยกันกินช่วยกันอยู่ แต่ก็แก่ทั้งคู่ ไม่มีแรงมากพอ และเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาทไม่เพียงพอต่อชีวิตจริงในเมือง “หกร้อยมันไม่พอ นั่งรถไปหาหมออย่างเดียวก็หมดตังค์แล้ว”

      นอกจากค่าเช่า ยังมีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทางไปสถานพยาบาล และค่ายาบางตัวที่อาจอยู่นอกบัญชี ต้องจ่ายเองเพิ่มเติม แม้บางครั้งจะเป็นจำนวนไม่มากเมื่อเฉลี่ยรายเดือน แต่สำหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย เงินไม่กี่ร้อยบาทก็คือภาระสำคัญ ป้าเป็ดจึงมองว่า หากเมืองจะช่วยผู้สูงอายุได้จริง ไม่ควรมองเพียงเงินช่วยเหลือรายเดือน แต่ต้องดูว่าระบบเมืองจะช่วยลดค่าใช้จ่ายพื้นฐานใดได้บ้าง ทั้งค่าเดินทาง ค่าเข้าถึงบริการสุขภาพ และค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน



งานและรายได้ : ผู้สูงอายุยังทำได้ ถ้ามีพื้นที่ให้ทำและมีตลาดให้ขาย

      สำหรับผู้สูงอายุที่ยังมีแรงและมีทักษะ ป้าเป็ดมองว่างานและรายได้เสริมยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะบางคนไม่ต้องการพึ่งพาลูกหลานทั้งหมด และรายได้เพิ่มเพียงเล็กน้อยก็ช่วยให้ชีวิตมั่นคงขึ้นได้

      เธอพูดถึงงานที่ผู้สูงอายุยังทำได้ เช่น รับซักรีด ค้าขาย ทำอาหาร ทำขนม เป็นแม่บ้าน เย็บผ้า ซ่อมเสื้อผ้า เปลี่ยนซิป ทำผ้ามัดย้อม ทำผ้าบาติก หรือฝึกอาชีพอื่น ๆ

      ป้าเป็ดเองเคยเรียนและทำมาหลายอย่าง ตั้งแต่ตัดเย็บเสื้อผ้า ตัดผม ทำขนม ทำอาหาร ฝึกอาชีพ ไปจนถึงภาษาอังกฤษ เธอจึงเชื่อว่าการเรียนรู้และการฝึกอาชีพไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คนวัยทำงาน แต่ควรเปิดให้ทุกช่วงวัย รวมถึงผู้สูงอายุที่ยังอยากเรียนรู้

      “ฝึกอาชีพมันก็โอเคนะ อย่างตัดผม ซ่อมเสื้อผ้า ทำอาหาร ทำขนม ทำดอกไม้ ทำเบเกอรี่ ผู้สูงอายุก็ยังทำได้” แต่ปัญหาคือฝึกแล้วจะไปต่ออย่างไร หากไม่มีตลาด ไม่มีพื้นที่ขาย หรือไม่มีช่องทางต่อยอด ทักษะที่เรียนมาก็อาจไม่สร้างรายได้จริง เธอจึงเสนอให้หน่วยงานท้องถิ่นช่วยสร้างพื้นที่หรือช่องทางให้ผู้สูงอายุที่มีฝีมือสามารถนำของไปขาย หรือใช้ทักษะหารายได้จริง ไม่ใช่เพียงจัดกิจกรรมให้ทำแล้วจบ



ความเหงาในเมืองใหญ่ และความสำคัญของ “เพื่อนวัยเดียวกัน”

      ป้าเป็ดเองไม่รู้สึกเหงา เพราะยังมีบทบาท ยังทำงานอาสา ยังมีเครือข่าย และยังพบปะผู้คนอยู่เสมอ แต่เธอมองเห็นว่าผู้สูงอายุในเมืองจำนวนมากเหงา โดยเฉพาะคนที่อยู่แยกจากชุมชน หรือไม่มีพื้นที่ให้พบปะคนวัยเดียวกัน

      “ถามว่าเหงาไหม เขาเหงานะ” เธอเล่าถึงกลุ่มเพื่อนผู้สูงอายุที่บางครั้งชวนกันไปบ้านอีกคนที่มีนบุรี เปิดเพลงจาก YouTube ฟังด้วยกัน ทำกับข้าว กินข้าว นั่งเล่น และพูดคุยกัน ความสุขของผู้สูงอายุเหล่านี้อาจไม่ได้ซับซ้อน เพียงแค่มีคนพาไป มีคนเปิดเพลงให้ฟัง มีคนทำอาหาร มีเพื่อนร่วมวัยให้คุยกัน

      “คนแก่ต้องมีเพื่อนด้วยกัน สำคัญ” สำหรับป้าเป็ด กิจกรรมผู้สูงอายุที่ดีไม่ควรเป็นเพียงการพาไปเที่ยวหรือการจัดกิจกรรมครั้งคราว แต่ควรเป็นพื้นที่ให้ผู้สูงอายุได้พบปะ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และใช้ภูมิปัญญาของตัวเองร่วมกับคนอื่น “ผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญาของตัวเอง อันไหนที่เรารู้ เรามีประสบการณ์แล้ว เราก็มาพูดคุยกัน”

      นี่คือมิติของศักดิ์ศรีที่สำคัญมาก เพราะผู้สูงอายุไม่ได้ต้องการเพียงให้ใครมาดูแล แต่ต้องการพื้นที่ที่ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ตนเองรู้ เคยทำ และเคยผ่านมายังมีคุณค่า



กิจกรรมที่ดี ต้องต่อยอดได้ ไม่ใช่ทำเล่น

      เมื่อถามว่ากิจกรรมแบบไหนที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ป้าเป็ดพูดถึงหลายอย่าง ทั้งทำอาหาร ทำขนม ออกกำลังกาย สันทนาการ และกิจกรรมฝึกอาชีพ แต่เธอเน้นว่า กิจกรรมที่ดีควรต่อยอดได้จริง “ทำอาหารหรือทำขนม อย่างน้อยต้องมีรายได้ให้เขา หรือว่าขายได้ ไม่ใช่ทำเล่น”

      นี่คือมุมมองที่สำคัญ เพราะกิจกรรมผู้สูงอายุจำนวนมากอาจถูกออกแบบเพื่อให้ผู้สูงอายุ “มีกิจกรรมทำ” แต่ป้าเป็ดมองลึกกว่านั้นว่า กิจกรรมควรเชื่อมกับรายได้ ศักดิ์ศรี และการพึ่งพาตนเองได้ เธอยังชี้ว่าในกรุงเทพฯ การตั้งกลุ่มผู้สูงอายุยากกว่าต่างจังหวัด เพราะคนเมืองจำนวนมากอยู่แบบ “บ้านใครบ้านมัน” โดยเฉพาะพื้นที่คอนโดหรือชุมชนที่ความสัมพันธ์ไม่แน่นแฟ้นเหมือนต่างจังหวัด

      ดังนั้น หากอยากให้กิจกรรมผู้สูงอายุเกิดขึ้นจริง เมืองต้องมี “ผู้นำชุมชน” หรือคนประสานในพื้นที่ก่อน ต้องรู้ว่าชุมชนนั้นมีภูมิปัญญาอะไร มีคนกลุ่มไหนอยู่ และควรเริ่มจากสิ่งที่คนในพื้นที่สนใจจริง







บริการที่ดีมีอยู่ แต่ยังน้อย และยังเข้าถึงยาก

      ป้าเป็ดเคยเข้าร่วมกิจกรรมและใช้บริการหลายอย่างของ กทม. โดยเฉพาะศูนย์ฝึกอาชีพ เช่น ที่ดินแดง ซึ่งมีทั้งการออกกำลังกาย กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มวัยทำงาน และการฝึกอาชีพหลากหลาย เช่น ตัดผม ตัดเย็บเสื้อผ้า ทำอาหาร ทำขนม ทำดอกไม้ ทำเบเกอรี่ เธอมองว่านี่เป็นบริการที่ดีและควรขยายผล แต่ปัญหาคือหลายแห่งอยู่ไกล เต็มเร็ว เปิดไม่ต่อเนื่อง หรือไม่มีสาขาย่อยที่เข้าถึงง่าย

      “กทม. เขาก็เปิดนะ สอนภาษาอังกฤษ สอนภาษาจีน แต่มันไกล ต้องไปเรียนที่ดินแดง อยากให้ขยายให้มันมีทั่ว ๆ”สำหรับป้าเป็ด สิ่งที่ประชาชนต้องการมากแต่รัฐอาจยังไม่เห็นมากพอ คือการเรียนรู้ทักษะอาชีพและภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษและภาษาจีน ที่ควรเปิดให้คนทุกวัยได้เรียนฟรีหรือเข้าถึงง่าย ทั้งคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ

      นี่คือภาพของผู้สูงอายุที่ไม่ได้หยุดอยู่กับอดีต แต่ยังอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ และยังเห็นว่าการพัฒนาทักษะเป็นเรื่องของทุกช่วงวัย



ฝากถึงผู้ว่าฯ กทม. : มองให้เห็นทุกเส้นเลือดฝอย

เมื่อถามถึงข้อเสนอถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ป้าเป็ดเริ่มจากประเด็นรายได้ของผู้สูงอายุ แต่เมื่อแยกบทบาทของรัฐบาลกลางกับ กทม. แล้ว เธอชี้ไปที่สิ่งที่กรุงเทพมหานครทำได้โดยตรง คือการทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการสุขภาพและบริการพื้นฐานได้ง่ายขึ้น

      เมื่อถามถึงข้อเสนอถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ป้าเป็ดเริ่มจากประเด็นรายได้ของผู้สูงอายุ แต่เมื่อแยกบทบาทของรัฐบาลกลางกับ กทม. แล้ว เธอชี้ไปที่สิ่งที่กรุงเทพมหานครทำได้โดยตรง คือการทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการสุขภาพและบริการพื้นฐานได้ง่ายขึ้น

      หนึ่งในเรื่องที่เธออยากเห็นคือบริการเยี่ยมบ้านและติดตามผู้ป่วยในชุมชนที่เคยมีในอดีต ซึ่งช่วงหนึ่งคลินิกหรือหน่วยบริการปฐมภูมิเคยเข้ามาเยี่ยมคนไข้ในชุมชน มีการประสานกับ อสม. หรือ อสส. แต่ปัจจุบันนโยบายลักษณะนั้นหายไปหรือไม่ต่อเนื่อง

      “เมื่อก่อนคลินิกเข้ามาเยี่ยมคนไข้ในชุมชน โทรมาบอกว่า วันนี้จะไปเยี่ยมคนไข้พวกนี้นะ ก็ไปกัน แต่ตอนนี้มันไม่มีนโยบายนั้นแล้ว”

      สำหรับป้าเป็ด นโยบายที่ดีจึงไม่ควรมาแล้วหาย แต่ควรต่อเนื่อง ยั่งยืน และเชื่อมกับคนทำงานในพื้นที่จริง

      เมื่อให้ฝากหนึ่งประโยคถึงผู้ว่าฯ คนใหม่ ป้าเป็ดพูดว่า “มองให้กว้างไกล แต่อย่ามองไกลจนไม่เห็นรอบตัวเรา ถ้าเรามองรอบตัว เราก็จะเห็นทุกอย่าง”

      เธออยากให้ผู้บริหารเมืองไม่มองเพียงภาพใหญ่หรือพื้นที่สำคัญ แต่ต้องลงไปดูทุกเส้นเลือดฝอยของกรุงเทพฯ เพราะหากเห็นเส้นเลือดฝอยจริง ก็จะรู้ว่าชีวิตของผู้สูงอายุ คนจนเมือง ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ และครอบครัวเปราะบาง ต้องการอะไร



ฝากถึงผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ : ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้

      เมื่อถามว่าป้าเป็ดอยากฝากอะไรถึงผู้สูงอายุด้วยกัน เธอตอบอย่างชัดเจนว่า “ให้ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี ไปหาหมออย่างสม่ำเสมอ ถ้าเราผิดนัด มันก็จะขาดตรงนี้แล้ว”

      สำหรับคนรุ่นใหม่ เธอฝากในทิศทางเดียวกัน คืออยากให้ดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงอย่างแอลกอฮอล์และบุหรี่ “คนรุ่นใหม่ก็ต้องดูแลสุขภาพตัวเองเหมือนกัน แอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ถ้าเข้าสังคมก็นาน ๆ ที ไม่ใช่กินบ่อย กินทุกวัน” แม้ป้าเป็ดจะพูดในฐานะผู้สูงอายุ แต่สิ่งที่เธอสื่อสารคือ การสูงวัยอย่างมีคุณภาพไม่ได้เริ่มตอนอายุ 60 หรือ 70 ปี แต่เริ่มจากการใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้



เมืองที่ดี ต้องทำให้คนทำงานดูแลคนอื่นไม่ต้องเดินลำพัง

      เรื่องราวของป้าเป็ดทำให้เห็นว่า ผู้สูงอายุในเมืองไม่ได้เป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมด บางคนต้องการการดูแล บางคนเป็นผู้ดูแล บางคนยังแข็งแรง บางคนติดเตียง บางคนเข้าไม่ถึงสิทธิ บางคนมีภูมิปัญญาและอยากมีรายได้ บางคนเหงา บางคนยังเป็นแกนกลางของชุมชน

      ป้าเป็ดเองเป็นหนึ่งในผู้สูงอายุที่ยังทำหน้าที่ดูแลคนอื่น เธอเดินเข้าไปในบ้านของผู้ป่วย เข้าไปในชุมชนที่ไม่สะดวก เข้าไปในเส้นเลือดฝอยที่ระบบใหญ่บางครั้งมองไม่เห็น

      แต่คำถามสำคัญคือ เมืองได้ออกแบบระบบมารองรับคนอย่างป้าเป็ดมากพอหรือยัง เมืองมีระบบเยี่ยมบ้านที่ต่อเนื่องไหม มีระบบส่งตัวที่ไม่ซ้ำซ้อนไหม มีทางเดินที่ปลอดภัยไหม มีบริการสุขภาพที่พูดกับผู้สูงอายุอย่างเข้าใจไหม มีพื้นที่ฝึกอาชีพที่เข้าถึงง่ายไหม มีพื้นที่ให้ผู้สูงอายุพบเพื่อนและใช้ภูมิปัญญาไหม และมีนโยบายที่มองเห็นเส้นเลือดฝอยจริง ๆ หรือยัง

      หากเมืองต้องการรองรับสังคมสูงวัยอย่างแท้จริง เมืองไม่ควรมองผู้สูงอายุเป็นเพียง “ผู้รับบริการ” แต่ต้องมองเห็นผู้สูงอายุในฐานะพลเมืองที่มีบทบาท มีประสบการณ์ และยังเป็นกำลังสำคัญของระบบดูแลในชุมชน

      เพราะเมืองที่ดีสำหรับผู้สูงอายุ ไม่ใช่เมืองที่มีเพียงบริการอยู่บนกระดาษ แต่คือเมืองที่ทำให้บริการเดินทางไปถึงบ้าน ไปถึงชุมชน ไปถึงเส้นเลือดฝอย และไปถึงชีวิตจริงของผู้คน






อรรถพล คู่กระสังข์

เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร