สูงวัยใน กทม. | theSeries
แคธรียา เจ๊ะยอเด
“ถ้าจะอยู่ ก็ต้องอยู่อย่างคนมีคุณภาพ” นี่คือประโยคสั้น ๆ ที่ แคธรียา เจ๊ะยอเดหรือ “พี่น้อง” ใช้นิยามชีวิตในช่วงวัยปัจจุบันของตัวเอง
พี่น้องอายุ 51 ปี ยังไม่ใช่ผู้สูงอายุ หากมองตามนิยามทั่วไป แต่เธออยู่ในช่วงวัยที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นวัยที่เริ่มเห็นภาพอนาคตของตัวเองชัดขึ้น เริ่มเห็นพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่เข้าสู่วัยสูงอายุ เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของระบบบริการสุขภาพ และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากวันหนึ่งต้องสูงวัยอยู่ในเมืองใหญ่ จะต้องเตรียมตัวอย่างไรจึงจะยังพึ่งพาตัวเองได้ มีสุขภาพดี มีเงินพอ มีเพื่อน มีระบบช่วยเหลือ และไม่กลายเป็นภาระของใคร
ปัจจุบันพี่น้องเป็นแม่บ้าน อาศัยอยู่ย่านบางกะปิ มีบทบาทเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสส. ของศูนย์บริการสาธารณสุข 2 เขตราชเทวี และเป็นเจ้าของเพจ “ลุงป้า บริการพาไปหาหมอ” ซึ่งเกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ต้องดูแลญาติ พาคนในครอบครัวไปหาหมอ และค่อย ๆ เห็นช่องว่างของระบบว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ได้ต้องการแค่โรงพยาบาล แต่ต้องการ “คนช่วยพาไปให้ถึงระบบ”
“เราเตรียมตัวจากที่เราดูแลญาติ ๆ ของเรา ต้องพาญาติไปหาหมอ แล้วคุณแม่ก็เป็น อสส. ด้วย ก็เลยมีความรู้เรื่องสุขภาพพอสมควร”
ชีวิตของพี่น้องจึงอยู่ตรงกลางระหว่างคนสามกลุ่ม คือคนวัยทำงานที่เริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเอง คนดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว และคนที่ทำงานบริการเพื่อช่วยผู้สูงอายุเข้าถึงระบบสุขภาพ
นี่จึงไม่ใช่บทสัมภาษณ์ของ “ผู้สูงอายุ” แต่เป็นบทสนทนาของคนที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูของสังคมสูงวัย และเริ่มมองเห็นว่า เมืองใหญ่ควรเตรียมอะไรให้กับคนรุ่นเธอก่อนที่วันนั้นจะมาถึง
พี่น้องเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เธอมองว่าชีวิตในเมืองมีข้อดีมากมาย โดยเฉพาะความสะดวกด้านการเดินทาง การหาของกิน การเข้าถึงบริการ และทางเลือกในชีวิตประจำวัน
“เราเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด ชีวิตในเมืองสิ่งหนึ่งก็คือเรื่องการเดินทาง เรื่องความสะดวกสบายในการหาของกิน จะไปไหนก็สะดวก เข้าถึงการเดินทางทุกอย่าง บริการทุกอย่าง”
ในวัย 51 ปี พี่น้องยังใช้เทคโนโลยีได้ เดินทางเองได้ ค้นหาข้อมูลเองได้ และยังมีสุขภาพที่พอจะพึ่งพาตัวเองได้ เธอจึงไม่ได้รู้สึกว่าเมืองยากขึ้น ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกว่าเมือง “ง่ายขึ้น” ถ้าเราปรับตัวตามทัน
“พี่ไม่รู้สึกว่ายากขึ้น พี่รู้สึกว่ามันง่ายไปเสียทุกอย่าง แต่ว่าด้วยวัย มันอยู่ระหว่างกลาง เราไม่ใช่ทั้งเด็กที่รับทุกอย่างได้ แล้วก็ไม่ใช่คนแก่ที่ต้องพึ่งพาใคร”
คำว่า “อยู่ระหว่างกลาง” สำคัญมาก เพราะสะท้อนสถานะของคนวัย Pre-aging ที่ยังไม่สูงวัยเต็มตัว แต่ก็ไม่ได้เป็นคนรุ่นใหม่ที่ปรับตัวกับทุกอย่างได้รวดเร็วเหมือนเดิม พี่น้องอธิบายว่า เธอเลือกเติบโตไปตามวัยและตามสังคม พยายามอัปเดตตัวเอง ไม่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพาคนอื่นเร็วเกินไป
“โลกตอนนี้เป็นยังไง เราก็เดินตามไปเป็น Step เดินไปแบบมีสติหน่อยแค่นั้นเอง”
นี่คือหัวใจของการเตรียมตัวสูงวัยในเมืองใหญ่สำหรับพี่น้อง ไม่ใช่การรอให้แก่แล้วค่อยปรับตัว แต่คือการค่อย ๆ เรียนรู้ว่าระบบเมือง ระบบบริการ ระบบสุขภาพ และเทคโนโลยีเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วพาตัวเองเดินตามให้ทันเท่าที่ทำได้
เมื่อถามว่าสถานที่ใดในกรุงเทพฯ ที่พี่น้องรู้สึกผูกพัน เธอบอกว่าไม่ได้เป็นคนยึดติดกับสถานที่มากนัก แต่ถ้าพูดถึงพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด คำตอบคือ “บ้าน” บ้านของเธออยู่บางกะปิ แต่หากพูดถึงพื้นที่ที่ผูกพันในเชิงรากเหง้า เธอจะนึกถึงชุมชนเพชรบุรีซอย 7 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอเกิด เติบโต และยังกลับมาทำกิจกรรมอยู่เสมอ
“ถ้าให้ผูกพันจริง ๆ ก็คือชุมชนที่นี่ เพราะเราเกิดที่นี่ แม่ก็ยังอยู่ อาก็ยังอยู่ที่นี่ สุเหร่ามีอะไรเราก็มาที่นี่มาตลอด เราทำสัปปุรุษที่นี่ เราฝังที่นี่ เกิดแก่เจ็บตายที่นี่แหละ”
สำหรับพี่น้อง เมืองจึงไม่ได้มีความหมายแค่ระบบถนน รถไฟฟ้า หรือบริการสาธารณะ แต่ยังหมายถึงความทรงจำ เครือญาติ ศาสนสถาน และพื้นที่ทางสังคมที่ทำให้คนรู้สึกว่าตนเองยังมีที่ยืน มีบ้าน และมีรากอยู่ในเมือง แต่เมื่อเธอย้ายไปใช้ชีวิตในหมู่บ้านจัดสรรที่บางกะปิ เธอก็เริ่มเห็นอีกด้านหนึ่งของเมือง นั่นคือชีวิตที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น และความสัมพันธ์แบบชุมชนลดลง
นี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามที่เธอเริ่มถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งสูงวัยขึ้น อยู่บ้านกับสามี ไม่มีลูก และสังคมรอบตัวค่อย ๆ แคบลง จะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้เหงาเกินไป
แม้พี่น้องจะยังไม่ใช่ผู้สูงอายุ แต่เธอกลับพูดถึง “ความเหงา” อย่างตรงไปตรงมา เธอเล่าว่า ชีวิตของเธอมีพ่อแม่ที่แก่แล้ว มีสามีที่ป่วย และมีชีวิตประจำวันที่วนเวียนอยู่กับการดูแลบ้าน ดูแลคนในครอบครัว และงานบริการพาไปหาหมอ บางวันจึงรู้สึกเหมือนชีวิตไม่มีเรื่องสนุก“มันไม่มีเรื่องสนุก บางวันพี่ก็ต้องถามตัวเองว่า เฮ้ยนี่เริ่มจะเป็นซึมเศร้าหรือยังวะ”
ความเหงาของพี่น้องไม่ใช่ความเหงาแบบไม่มีใคร แต่เป็นความเหงาของคนที่ออกจากสังคมการทำงานแล้ว ไม่ได้อยู่ในชมรมผู้สูงอายุ ไม่ได้มีลูกให้ใช้ชีวิตวนอยู่กับบทบาทพ่อแม่ และไม่ได้มีเครือข่ายคนวัยเดียวกันที่พบปะกันบ่อยเหมือนเมื่อก่อน
“คนรุ่นพี่ คนที่ห้าสิบ เริ่มมีเทคโนโลยี เริ่มมีโทรศัพท์ เริ่มอยู่บ้านเดี่ยว ทุกอย่างมันเริ่มแคบ แล้วอยู่คนเดียว”
นี่คือคำอธิบายที่น่าสนใจต่อสังคมสูงวัยในอนาคต เพราะผู้สูงอายุรุ่นต่อไปอาจไม่ได้เหมือนผู้สูงอายุรุ่นพ่อแม่ที่ยังมีเครือข่ายชุมชน มีเพื่อนบ้าน มีมัสยิด วัด ตลาด หรือกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันที่ใกล้ชิดกันมากกว่า
คนรุ่น 50 ในวันนี้จำนวนมากอาจอยู่บ้านเดี่ยว อยู่คอนโด อยู่หมู่บ้านจัดสรร มีพื้นที่ส่วนตัวสูง ใช้เทคโนโลยีได้ แต่ขณะเดียวกันก็อาจค่อย ๆ ห่างจากความสัมพันธ์ทางสังคมแบบเดิม
"คนรุ่นพี่เริ่มมีโอกาสเหงา เพราะเพื่อนวัยเดียวกันก็คิดเหมือนกัน เริ่มขี้เกียจออกจากบ้าน อยู่บ้านก็ได้ ทำกับข้าวกินเอง ไม่เปลืองเงิน” ในมุมนี้ สุขภาพจิตของคนก่อนวัยสูงอายุจึงเป็นประเด็นที่เมืองควรเริ่มสนใจตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รอให้พวกเขากลายเป็นผู้สูงอายุที่โดดเดี่ยวแล้วค่อยเข้าไปช่วยเหลือ
สำหรับพี่น้อง ความมั่นคงในวัยสูงอายุเริ่มจากสุขภาพ “สุขภาพคือความมั่นคงในทุก ๆ อย่าง ไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย มีความสุขด้วย” เธอบอกว่า “ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” ไม่ใช่เพียงคำพูดโบราณ แต่คือความจริงที่เห็นได้ชัดจากประสบการณ์การดูแลญาติและพาผู้สูงอายุไปหาหมอ
ในมุมของพี่น้อง การดูแลสุขภาพไม่ควรเริ่มเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่ทำให้เรา “กินง่าย อยู่สบาย และป่วยง่าย” ไปพร้อมกัน “สังคมตอนนี้ การกินง่าย การอยู่ง่าย มันก็เกิดโรคง่าย การสั่งอาหาร Delivery แปลว่าเราไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้เดินออกไปเลย”>
เธอมองว่าตัวเองโชคดีที่ยังเดินได้ ยังไม่ต้องพึ่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างทุกครั้ง ยังเดินไปป้ายรถเมล์ได้ และยังใช้ชีวิตประจำวันที่ทำให้ร่างกายได้ขยับ “แค่ขยับสักหน่อย มันก็ไม่เป็นโรคแล้ว” ประโยคนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของการออกแบบเมืองเพื่อสุขภาวะสูงวัย เพราะถ้าเมืองทำให้คนเดินได้จริง เดินแล้วปลอดภัย เดินแล้วไม่เหนื่อยเกินไป เดินแล้วเชื่อมต่อระบบขนส่งได้ เมืองก็จะช่วยป้องกันโรคได้ตั้งแต่ก่อนประชาชนเข้าสู่วัยสูงอายุ
พี่น้องมีบทบาทสำคัญในการพาผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยไปหาหมอ เธอจึงเห็นข้อจำกัดของระบบบริการสุขภาพจากประสบการณ์จริง สำหรับเธอ ขั้นตอนที่ยากที่สุดของการไปโรงพยาบาลคือ “การรอ” และ “การถูกส่งไปมาระหว่างแผนก”
“ถ้าชีวิตมันเดินหนึ่ง สอง สาม สี่ มันไม่มีปัญหาหรอก การรอมันก็แค่รอให้หนึ่งไปที่สอง สองไปที่สาม แต่บางทีปัญหาของเรา เราก็ต้องการให้เขาตอบ”
ปัญหาที่พี่น้องเห็นบ่อยคือ เมื่อผู้ป่วยต้องไปหลายแผนก หลายตึก หรือหลายจุดบริการ แต่แต่ละจุดไม่สื่อสารกันอย่างเป็นระบบ ทำให้คนไข้ต้องเดินไปเดินมา เอาเอกสารไปส่งเอง กลับไปแก้เอกสารเอง หรือไปต่อแถวใหม่ทั้งที่เพิ่งรอมานาน “พี่ไม่สามารถเดินไปตึกหนึ่ง ตึกสอง ตึกสาม ทำไมคุณไม่ใช้โทรศัพท์คุยกัน”เธอชี้ให้เห็นว่า หากคนยังแข็งแรง อาจหงุดหงิดแต่ยังทำได้ แต่ถ้าวันหนึ่งเราเป็นผู้ป่วยจริง ๆ หรือเป็นผู้สูงอายุที่เดินไม่ไหว ระบบแบบนี้จะกลายเป็นภาระทันที
“ถ้าเราเป็นคนไม่ป่วยเราทำได้ ถึงแม้จะหงุดหงิดแต่เรายังร่างกายแข็งแรง แต่ถ้าวันไหนเราเกิดป่วยขึ้นมา มันก็จะเกิดปัญหา” ในสายตาของพี่น้อง ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากคนทำงานคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากระบบที่เปลี่ยนบ่อย ข้อมูลไม่เชื่อมกัน บุคลากรแต่ละแผนกรู้ไม่เท่ากัน และเทคโนโลยีที่ออกแบบมาแล้วบางครั้งยังใช้ไม่ได้จริง
“บางทีความผิดมันอยู่ที่ระบบ ระบบมันเปลี่ยนบ่อย บุคลากรก็เรียนรู้ไม่ทัน”
หนึ่งในข้อเสนอที่ชัดเจนที่สุดของพี่น้องคือเรื่องฐานข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมต่อกัน เธอมองว่า รัฐพูดมานานเรื่องการใช้บัตรประชาชนใบเดียวเชื่อมข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ แต่ในชีวิตจริง ข้อมูลจำนวนมากยังไม่เชื่อมกัน ทำให้ผู้ป่วยต้องกรอกข้อมูลซ้ำ ต้องเล่ายาเดิมซ้ำ ต้องจำประวัติการรักษาเอง และต้องพกเอกสารหลายชุด
“พี่ในวัยห้าสิบยังตอบคำถามได้ว่ากินยาอะไรบ้าง กินเวลาไหน แต่ถ้าพี่ในวัยหกสิบห้าเจ็ดสิบ พี่อาจจะจำไม่ได้แล้วว่ากินยาชื่ออะไร จำได้แค่ว่ายาเม็ดสีชมพูเล็ก ๆ นั่น”
พี่น้องตั้งคำถามว่า ในเมื่อทุกคนใช้บัตรประชาชนใบเดียวกัน ไม่ว่าจะใช้สิทธิสามสิบบาท ประกันสังคม หรือสิทธิอื่น ๆ เหตุใดข้อมูลสุขภาพจึงยังไม่กลายเป็นฐานข้อมูลเดียวที่บุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงได้เมื่อจำเป็น“ทำไมสาธารณสุขถึงรู้ไม่ได้ว่าคนนี้เคยเป็นเบาหวานมาก่อน ทั้ง ๆ ที่ทุกคนเข้าระบบ”
สำหรับเธอ ฐานข้อมูลสุขภาพไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีลอย ๆ แต่คือเรื่องความปลอดภัยของชีวิต โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน เช่น Stroke ที่ข้อมูลเดิมของผู้ป่วยอาจช่วยให้แพทย์ตัดสินใจได้เร็วขึ้น “Database ของบุคคลมันสำคัญ”
นี่คือประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญต่อสังคมสูงวัย เพราะเมื่อผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวหลายโรค ใช้ยาหลายตัว และอาจจำข้อมูลตัวเองไม่ได้ ระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงได้จริงจะช่วยลดความเสี่ยง ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มคุณภาพการดูแลได้อย่างมาก
น้องเล่าถึงเหตุการณ์สำคัญเมื่อสามีมีอาการเวียนหัวแบบผิดปกติ เธอไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงติดต่อเภสัชกรผ่านแอปร้านยาเพื่อถามอาการเบื้องต้น เภสัชกรแนะนำทันทีว่าควรไปโรงพยาบาล เพราะอาจเป็น Stroke“เภสัชแนะนำให้ไปโรงพยาบาลเลยค่ะ คิดว่าเป็น Stroke”
ในเวลานั้น พี่น้องยังไม่มีความรู้ว่า Stroke มีช่วงเวลาวิกฤตที่ควรได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว เธอต้องไปขอใบส่งตัวก่อน ต้องเดินตามระบบ กว่าจะได้รับการ Admit ก็เลยช่วงเวลาสำคัญไปแล้ว เหตุการณ์นี้ทำให้พี่น้องเห็นความสำคัญของการมี “คนตอบคำถามเบื้องต้น” ที่เข้าถึงง่าย
“แค่ถามเขาแล้วเขาให้คำตอบ แค่นั้นพี่รู้สึกว่า การมีระบบนี้มันดีจริง ๆ”
ประสบการณ์นี้สะท้อนว่า ระบบสุขภาพในเมืองไม่ควรมีแค่โรงพยาบาลปลายทาง แต่ควรมีบริการให้คำปรึกษาเบื้องต้นที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เชื่อถือได้ และช่วยชี้ทางว่าควรไปต่ออย่างไร โดยเฉพาะสำหรับครอบครัวที่ไม่รู้ว่าอาการใดคือภาวะฉุกเฉิน
เมื่อเข้าสู่ประเด็นเศรษฐกิจและรายได้ พี่น้องมองว่าภาระใหญ่ของผู้สูงอายุในเมืองคือ “การเดินทาง” โดยเฉพาะการเดินทางไปหาหมอ “ผู้สูงอายุมีโรค เราถึงยาได้ ถึงการรักษาได้ แต่เราต้องไป เราต้องเดินทาง อันนี้แหละ เรื่องการเดินทางเป็นภาระมากที่สุด”
ค่าเดินทางไม่ได้หมายถึงค่ารถเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงค่าคนพาไป ค่าคนช่วยดูแล ค่าคนซื้ออาหารให้ หรือค่าบริการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อผู้สูงอายุทำอะไรเองไม่ได้
นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเพจ “ลุงป้า บริการพาไปหาหมอ”
พี่น้องเล่าว่า แต่ก่อนเธอพาญาติไปหาหมอ จึงเห็นว่าผู้สูงอายุจำนวนมากเดินเหินไม่สะดวก ลูกหลานไม่มีเวลา และระบบบริการไม่ได้รองรับการเดินทางของผู้สูงอายุอย่างครบถ้วน เธอจึงเปิดบริการนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นเพื่อนพาไปหาหมอ
“ลูกหลานไม่มีเวลา ผู้สูงอายุบางทีก็ไม่เข้าถึงแอป ไม่เข้าถึงบริการแบบนี้ เขาก็ต้องไปเอง เรื่องเงินมันเลยสำคัญ เพราะไหนจะคนพาไปอีก”
ในมุมนี้ การพาไปหาหมอไม่ใช่แค่การขับรถหรือพาเดิน แต่คือการช่วยประคองผู้สูงอายุให้ผ่านระบบโรงพยาบาลที่ซับซ้อน ช่วยถาม ช่วยฟัง ช่วยจำ ช่วยติดต่อ และช่วยแปลภาษาระบบบริการให้เข้าใจง่ายขึ้น
พี่น้องพูดชัดว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เริ่มต้นหลัก 600-700 บาทต่อเดือนไม่เพียงพอต่อชีวิตในเมือง โดยเฉพาะหากต้องเดินทางไปหาหมอ“ไปหาหมอที ค่าแท็กซี่ออกไปสองร้อย กลับมาสองร้อย ก็สี่ร้อยไปแล้ว มันไม่เพียงพอหรอก”
แต่เธอก็ไม่ได้มองว่าทุกปัญหาต้องแก้ด้วยการเพิ่มเงินสวัสดิการเท่านั้น เพราะประเทศไทยอาจยังไม่สามารถเป็นรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบได้ในทันที สิ่งที่ยั่งยืนกว่าในมุมของเธอคือการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีรายได้ มีทักษะ และยืนได้ด้วยตัวเอง “การส่งเสริมอาชีพหรือทำให้เขายืนได้ด้วยตัวเอง น่าจะเป็นทางที่ยั่งยืนกว่า”
สำหรับพี่น้อง การมีรายได้ของตัวเองสัมพันธ์กับศักดิ์ศรีโดยตรง “มีเงินของตัวเองดีที่สุด เราหาเงินได้เอง เรามีศักดิ์ศรีในการใช้เงิน ขอลูกมันก็ไม่ได้สบายใจ รัฐบาลให้มาน้อยนิดก็จะมาน้อยเนื้อต่ำใจกันเปล่า ๆ” เธอมองว่างานที่เหมาะกับผู้สูงอายุไม่ควรเป็นงานใช้แรงหนักหรือยืนทั้งวัน แต่ควรเป็นงานที่ใช้ประสบการณ์ การพูดคุย การให้คำปรึกษา การเป็นพี่เลี้ยง หรือการแบ่งปันความรู้จากชีวิตจริง
“งานผู้สูงอายุคืองานพูดคุย งานให้ความรู้ ในสิ่งที่เขามีความรู้มาก่อน” นี่คือข้อเสนอที่น่าสนใจมาก เพราะเปลี่ยนภาพผู้สูงอายุจากแรงงานที่ต้องฝืนร่างกาย ไปสู่การเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ ที่ปรึกษา หรือผู้สนับสนุนทางใจให้กับคนรุ่นอื่น
พี่น้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร บ้านมีรูปแบบเหมือนบ้านทั่วไป คือชั้นล่างเป็นพื้นที่ใช้สอย ชั้นบนเป็นห้องนอน เมื่ออายุเพิ่มขึ้น เธอเริ่มเห็นว่าโครงสร้างบ้านแบบนี้อาจไม่เอื้อต่อวัยสูงอายุ
“บ้านพี่ไม่เอื้อ พอเริ่มแก่แล้วก็เริ่มขึ้นบันไดไม่ไหว ต้องปรับบ้านชั้นล่างให้กลายเป็นห้องน้ำ ห้องนอน”
พี่น้องตั้งข้อสังเกตว่า ตอนเรายังหนุ่มสาว เรามักซื้อบ้านตามกำลังซื้อ ความฝัน หรือรูปแบบชีวิตในเวลานั้น โดยไม่ได้นึกว่าวันหนึ่งเราจะขึ้นบันไดไม่ไหว เดินไม่สะดวก หรือต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่ชั้นล่าง เธอรู้ว่าหากเป็นผู้ป่วยหรือมีข้อจำกัดทางร่างกาย โรงพยาบาลอาจส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเมินบ้านและแนะนำการปรับสภาพ เช่น ทางลาด ห้องน้ำชั้นล่าง หรืออุปกรณ์ช่วยเดิน แต่คำถามคือ ถ้าผู้สูงอายุไม่มีเงิน จะปรับบ้านอย่างไร
“เขาอาจมาบอกเราว่าควรเพิ่มทางลาด ควรมีห้องน้ำอยู่ชั้นหนึ่ง แต่ถ้าเราจน ทำเพิ่มยังไง มันต้องมีค่าใช้จ่าย”
นี่คืออีกหนึ่งโจทย์สำคัญของเมืองสูงวัย เพราะการทำให้ผู้สูงอายุอยู่บ้านเดิมได้อย่างปลอดภัย ไม่ใช่แค่การบอกให้ปรับบ้าน แต่ต้องมีระบบสนับสนุนการปรับบ้านที่เข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย
พี่น้องเสนอแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือการมีบริการภาครัฐหรือองค์กรที่จัดคนเข้าไปช่วยเหลือผู้สูงอายุตามบ้านแบบเป็นรายชั่วโมง ไม่ใช่การดูแลเต็มเวลาแบบสถานดูแลหรือ Nursing Home เธอมองว่า บ้านบางแคเป็นโมเดลที่ดี แต่ไม่เพียงพอ และไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกคน เพราะผู้สูงอายุจำนวนมากมีบ้านของตัวเอง และไม่ได้อยากออกไปอยู่สถานดูแล
“อยู่บ้านฉันนะ ฉันมีบ้าน ทำไมไม่อยู่อ่ะ”
สิ่งที่บางคนต้องการอาจไม่ใช่คนอยู่ด้วยทั้งวัน แต่อาจเป็นเพียงคนมาช่วยตากผ้า ช่วยทำความสะอาด ช่วยซื้อของ หรือมาเป็นเพื่อนคุยสักหนึ่งชั่วโมง
“คนสมัยนี้ไม่ได้ต้องการคนมาอยู่เป็นเพื่อนทั้งวี่ทั้งวัน อาจจะมาช่วยตอนที่ฉันไม่มีแรงสักชั่วโมงหนึ่ง ซักผ้า ตากผ้า ทำความสะอาดให้สักหน่อย หรือวันนี้เข้ามาเป็นเพื่อนฉันหน่อย” พี่น้องมองว่า ปัจจุบันภาครัฐยังมักมองการดูแลผู้สูงอายุผ่านมิติสุขภาพเป็นหลัก เช่น อสส. เยี่ยมบ้าน ดูยา ดูสุขภาพ แต่ชีวิตคนไม่ได้มีแค่สุขภาพกาย
“คนมันไม่ได้มีโหมดสุขภาพอย่างเดียว มันมีโหมดอยากดูทีวี อยากมีเพื่อนคุยสักชั่วโมงหนึ่ง อยากให้มาเยี่ยมหน่อยให้ไม่รู้สึกอยู่คนเดียว” ข้อเสนอนี้สะท้อนโจทย์ใหม่ของสังคมสูงวัยเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อคนโสดมากขึ้น คู่แต่งงานไม่มีลูกมากขึ้น และครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ระบบดูแลผู้สูงอายุในอนาคตจึงต้องคิดถึงบริการที่บ้านแบบยืดหยุ่น ไม่ใช่มีเพียงการไปโรงพยาบาลหรือการเข้าสถานดูแล
พี่น้องเล่าว่าในย่านบางกะปิที่เธออยู่ มีสวนสาธารณะ มีศูนย์ออกกำลังกายของ กทม. มีสระว่ายน้ำ มีครูฝึก มียิม และมีเครื่องออกกำลังกาย ซึ่งถือเป็นทรัพยากรเมืองที่ดีมาก แต่เงื่อนไขสำคัญคือ “ต้องรู้” และ “ต้องเข้าถึงระบบได้”
“ในโซนบ้านพี่ค่อนข้างดี แต่ว่าถามว่าทุกคนรู้ไหม ก็ไม่ได้ทุกคนรู้ พี่ต้อง Search หา ต้องรู้ว่ากทม.มีแอป ต้องเข้าไปดูว่าตรงไหนมีอะไร” นี่สะท้อนข้อจำกัดของนโยบายเมืองยุคใหม่ที่พึ่งพาระบบดิจิทัลมากขึ้น แม้บริการจะมีอยู่จริง แต่คนที่จะใช้ได้ต้องมีความรู้ ต้องใช้แอปเป็น ต้องเข้าใจระบบจอง ต้องอ่านข้อมูลออก และต้องรู้ว่าบริการนั้นอยู่ตรงไหน พี่น้องจึงไม่ได้ปฏิเสธ Smart City แต่เตือนว่า เมืองอัจฉริยะต้องไม่ทำให้คนบางกลุ่มถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“คุณพัฒนาได้ แต่อย่าพัฒนาแบบเต่า แต่คนที่เป็นเต่าอยู่ คุณต้องมาช่วยพัฒนาฉันด้วย เอาฉันไปด้วย อย่าทิ้งฉันไว้”
เมื่อถามว่าหากจะปรับปรุงเมืองหนึ่งเรื่องเพื่อผู้สูงอายุ พี่น้องตอบว่า เรื่องถนนหนทางและรถสาธารณะ เธอตั้งคำถามว่า รัฐพยายามเพิ่มรถไฟฟ้า เพิ่มรถเมล์ เปลี่ยนเส้นทาง และพัฒนาระบบขนส่ง แต่เหตุใดคนจำนวนมากยังไม่ยอมใช้รถสาธารณะ
“ทำไมคนถึงยังไม่ยอมใช้รถสาธารณะ คุณพยายามเพิ่มรถไฟฟ้า เพิ่มรถเมล์ แต่ทำไมคนไม่ใช้”
คำถามนี้ไม่ได้ถามเพื่อตำหนิคนใช้รถส่วนตัว แต่ถามเพื่อชวนให้ผู้กำหนดนโยบายมองลึกลงไปว่า ขนส่งสาธารณะยังไม่สะดวกตรงไหน ไม่เชื่อมต่ออย่างไร ราคา เวลา ความปลอดภัย การเข้าถึงทางเท้า หรือประสบการณ์การใช้งานแบบใดที่ทำให้ประชาชนยังเลือกใช้รถส่วนตัว
สำหรับผู้สูงอายุ ขนส่งสาธารณะที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่มีสถานีหรือมีรถ แต่ต้องทำให้คนเดินออกจากบ้านได้ เชื่อมต่อได้ ปลอดภัย ใช้ง่าย และไม่ทำให้รู้สึกเป็นภาระ
หนึ่งในข้อเสนอที่พี่น้องอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ให้ความสำคัญ คือสุขภาพจิตของคนเมือง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนก่อนวัยสูงอายุ เธอมองว่านโยบายอย่างดนตรีในสวน พื้นที่สีเขียว หรือกิจกรรมสาธารณะเป็นเรื่องดี แต่บางครั้งยังตอบโจทย์คนเมืองบางกลุ่มมากกว่าคนในชุมชน
“การมีดนตรีในสวนมันก็ดีนะ แต่ถามว่าคนในซอยนี้รู้จักไหมดนตรีในสวน ก็ไม่รู้จักหรอก”
พี่น้องชี้ว่า คนในชุมชนอาจไม่ได้ต้องการฟังดนตรีแจ๊ซในสวนใหญ่ แต่อาจต้องการกิจกรรมที่เข้ากับรสนิยมและบริบทของเขา เช่น ดนตรีที่เขาฟังได้ เต้นได้ สนุกได้ และเกิดในพื้นที่ใกล้บ้านจริง ๆ “เราไม่ใช่คนที่ไปชอบฟัง Jazz ซะที่ไหน แล้วเราไม่ชอบฟัง Jazz แล้วเราจะไม่มีสิทธิ์เป็นคนดนตรีในสวนเหรอ”
นี่คือคำถามที่สำคัญมากต่อการออกแบบกิจกรรมเมือง เพราะนโยบายสาธารณะไม่ควรมีแต่ภาพที่สวยงามและสื่อสารดี แต่ต้องถามด้วยว่า ใครเข้าถึง ใครรู้จัก ใครรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ของตัวเอง และใครยังไม่ถูกนับรวมอยู่ในกิจกรรมนั้น
เมื่อถามว่าหากผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ทำได้ 3 เรื่องเพื่อผู้สูงอายุและคนที่จะสูงวัยในอนาคต พี่น้องเสนอไว้ชัดเจน
เรื่องแรก คือ ส่งเสริมให้คนไม่ป่วยเพราะสุขภาพคือฐานของความมั่นคงในชีวิตสูงวัย
เรื่องที่สอง คือ ทำให้บริการเข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริการสุขภาพ ระบบข้อมูล ระบบเดินทาง และบริการสาธารณะที่ไม่ซับซ้อนเกินไป
เรื่องที่สาม คือส่งเสริมสุขภาพจิต โดยออกแบบกิจกรรมและพื้นที่ที่เข้าถึงคนในชุมชนจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ดูดีในภาพรวม แต่ไปไม่ถึงคนที่อยู่ในซอย ในบ้าน หรือในพื้นที่ที่ไม่มีแรงเดินทางออกไปไกล
ข้อเสนอทั้งสามเรื่องนี้สะท้อนมุมของคนวัย Pre-aging อย่างชัดเจน เพราะพี่น้องไม่ได้ขอเพียงบริการสำหรับผู้สูงอายุวันนี้ แต่กำลังถามว่า คนที่กำลังจะกลายเป็นผู้สูงอายุในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ควรมีระบบเมืองแบบใดรองรับ
เมื่อถามว่า “ศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ” สำหรับพี่น้องหมายถึงอะไร เธอตอบว่า คือการดูแลตัวเองได้ “ถ้าวันหนึ่งพี่ต้องพึ่งเขาทุกอย่าง แม้กระทั่งการเดินไปหาข้าวกิน มันก็คงรู้สึกว่าทำไมมันแย่อย่างนี้” สำหรับเธอ ศักดิ์ศรีจึงไม่ได้หมายถึงการไม่ต้องพึ่งใครเลยตลอดชีวิต เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมต้องพึ่งพากันในบางช่วงเวลา แต่หมายถึงการพยายามรักษาสุขภาพ ความสามารถ และความพร้อมของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ต้องสูญเสียอิสระเร็วเกินไป
เธอฝากถึงคนรุ่นใหม่และคนวัยเดียวกันว่า การเตรียมตัวสูงวัยต้องดูแลทั้งสุขภาพ การเงิน และจิตใจ“สุขภาพคุณต้องดูแลไม่ให้มันป่วย การเงินคุณต้องดูแลไม่ให้มันจน เพราะทุกอย่างมันใช้เงิน จิตใจก็ต้องดูแล” สำหรับพี่น้อง สุขภาพจิตที่แย่มักมาจากสองเรื่องใหญ่ คือไม่มีเงินใช้ และเจ็บป่วย “สุขภาพจิตที่มันจะแย่ หนึ่งคือไม่มีเงินใช้ ไม่มีเงินเที่ยว สองคือป่วย”
เมื่อถามว่าสิ่งใดทำให้พี่น้องรู้สึกว่ายังมีคุณค่าอยู่ในเมืองนี้ เธอตอบว่า คือการที่ยังมีคุณภาพ ยังช่วยเหลือสังคมได้ ยังเป็นอาสาได้ และยังพึ่งพาตัวเองได้ “ตัวเราเองยังมีคุณภาพอยู่ ยังช่วยเหลือสังคมได้ แบ่งเวลาไปช่วยเหลือสังคมบ้าง ไปเป็นอาสาบ้าง จิตอาสาสังคมสงเคราะห์บ้าง ก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า”
แต่เธอยังพูดต่ออย่างน่าสนใจว่า แม้แต่การทำสิ่งเล็ก ๆ เช่น แยกขยะ หรือทำตัวเองไม่ให้เป็นภาระต่อบ้านเมือง ก็เป็นคุณค่าเช่นกัน“แค่ทำตัวเองไม่ให้เป็นภาระกับใคร กับผู้คน กับสภาพแวดล้อม กับบ้านเมือง กับประเทศ กับโลก ก็รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าแล้ว”
นี่คือข้อสรุปที่เรียบง่ายแต่จริงมาก เพราะการสูงวัยอย่างมีคุณภาพไม่ได้เกิดจากการมีบริการหลังจากป่วยเท่านั้น แต่เกิดจากการเตรียมระบบชีวิตทั้งกาย เงิน และใจ ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ
เมื่อถามว่าเมืองที่ดีสำหรับผู้สูงอายุคือเมืองแบบไหน พี่น้องตอบว่า“เมืองที่มีน้ำใจ” คำตอบนี้อาจดูเป็นคำกว้าง ๆ แต่กลับสะท้อนหัวใจของการอยู่ร่วมกันในเมืองใหญ่ พี่น้องอธิบายว่า เพราะเธอเติบโตมากับชุมชน จึงเห็นคุณค่าของการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่เมืองในปัจจุบันเริ่มมีลักษณะเชิงเดี่ยวมากขึ้น ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ความสัมพันธ์ลดลง และคนจำนวนมากอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเริ่มมีน้ำใจต่อกันอย่างไร “ไม่รู้จะส่งเสริมคนยังไงให้มีน้ำใจให้กัน อาจจะเป็นคนโบราณก็ได้นะที่คิดถึงน้ำใจขึ้นมา”
ในท้ายที่สุด เมืองที่ดีอาจไม่ได้วัดแค่ทางเท้าดี รถไฟฟ้าเร็ว โรงพยาบาลมาก หรือแอปทันสมัยเท่านั้น แต่ต้องวัดด้วยว่าเมืองนั้นยังมีความเอื้ออาทรพอจะทำให้คนที่อ่อนแรงลง ไม่ถูกทิ้งไว้คนเดียวหรือไม่
เรื่องราวของพี่น้องทำให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลล้วน ๆ และไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นจุดตัดระหว่างคนกับเมือง
คนต้องเตรียมสุขภาพ, เตรียมการเงิน, เตรียมใจ, เตรียมทักษะดิจิทัล, เตรียมบ้าน, เตรียมเครือข่ายความสัมพันธ์ และเตรียมความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง
ขณะเดียวกัน เมืองก็ต้องเตรียมระบบบริการที่ไม่ทำให้คนหลงทางในโรงพยาบาล ไม่ทำให้คนแก่ต้องเดินวนระหว่างตึก ไม่ทำให้ข้อมูลสุขภาพกระจัดกระจาย ไม่ทำให้บริการอยู่แต่ในแอปที่คนบางกลุ่มใช้ไม่เป็น ไม่ทำให้พื้นที่สาธารณะเป็นของคนบางรสนิยม และไม่ทำให้คนที่อยู่บ้านเดี่ยว คอนโด หรือชุมชนรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
พี่น้องยังไม่ใช่ผู้สูงอายุ แต่เสียงของเธอสำคัญ เพราะเธอคือภาพของคนรุ่นถัดไปที่จะเข้าสู่สังคมสูงวัยในเมืองใหญ่ เป็นคนรุ่นที่รู้จักเทคโนโลยีมากกว่าพ่อแม่ แต่ก็เริ่มมองเห็นว่าตนเองอาจตามเมืองไม่ทันในสักวัน เป็นคนรุ่นที่ยังเดินได้ แต่เริ่มคิดว่าบ้านมีบันไดจะเป็นปัญหา เป็นคนรุ่นที่ยังใช้แอปได้ แต่ก็รู้ว่าแอปอย่างเดียวไม่พอ และเป็นคนรุ่นที่ยังช่วยพาคนอื่นไปหาหมอได้ แต่ก็เริ่มถามว่า หากวันหนึ่งตัวเองต้องเป็นคนถูกพาไปบ้าง เมืองนี้พร้อมหรือยัง
เพราะการสูงวัยที่ดี ไม่ได้เริ่มในวันที่เราอายุ 60 ปี แต่เริ่มตั้งแต่วันที่เรายังมีแรงพอจะเตรียมตัว และตั้งแต่วันที่เมืองยังมีโอกาสออกแบบระบบให้ทุกคนแก่ไปได้อย่างไม่โดดเดี่ยวเชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร