OCCU-PLAY-TION

ทำงานให้เป็นเรื่องเล่น จะเห็นสุข


คนึงนิจ โสมรักษ์


นักสาธารณสุข: อาชีพที่ทำให้สุขภาพเป็นเรื่องของหัวใจ

เส้นทางชีวิตจากวัยเรียนสู่แนวหน้าชุมชน – งานที่มากกว่าการดูแลสุขภาพ แต่คือการสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิต


      ในโลกของการทำงานที่เต็มไปด้วยอาชีพหลากหลาย คอลัมน์ SPACE Interview – OCCU-PLAY-TION: ทำงานให้เป็นเรื่องเล่น จะเห็นสุข จึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดซึ่งมองว่า “โลกของการทำงานกว้างใหญ่กว่าที่คิด” หลายคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ และคนรุ่นใหม่ กำลังค้นหาทางเดินของตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าอาชีพที่เหมาะกับพวกเขามีอะไรบ้าง หรือเส้นทางการเติบโตในแต่ละสายงานเป็นอย่างไร คอลัมน์นี้จึงมุ่งนำเสนออาชีพที่หลากหลาย ผ่านเรื่องราวจริงของผู้ที่อยู่ในสายงาน ถ่ายทอดเส้นทางชีวิต อุปสรรค ความท้าทาย และแรงบันดาลใจ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ที่กำลังมองหาทิศทางของตัวเอง

      การทำงานที่เต็มไปด้วยอาชีพอันหลากหลาย “นักสาธารณสุข” อาจไม่ใช่อาชีพแรกที่ถูกพูดถึงบ่อยนัก ทว่าในความเป็นจริงแล้ว บุคลากรกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับสุขภาพของประชาชน ตั้งแต่การป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ ไปจนถึงการฟื้นฟูสภาพชีวิตในระดับปัจเจกและชุมชน

      และในครั้งนี้ เราขอพาผู้อ่านมาทำความรู้จักกับอีกหนึ่งตัวอย่างของนักสาธารณสุขผู้ทุ่มเททำงานเพื่อสุขภาพของชุมชนอย่างต่อเนื่องและมั่นคง — คุณคนึงนิจ โสมรักษ์ นักสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ

      บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ จะพาเราย้อนมองเส้นทางชีวิตของเธอ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในพื้นที่ชนบท สู่การทำงานในแนวหน้าระบบสุขภาพ และการเติบโตมารับบทบาทสำคัญในงานออกแบบสุขภาวะระดับอำเภอ ด้วยความเข้าใจต่อระบบราชการ ความละเอียดในเชิงบริหาร และหัวใจที่เชื่อมั่นว่า “สุขภาพ” ไม่ได้เกิดจากการรักษาเท่านั้น หากเกิดจากการเชื่อมโยงคน ทำความเข้าใจ และสร้างระบบที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของทุกคนอย่างเท่าเทียม





จุดเริ่มต้นจากภาพจำในวัยเด็ก

“เราเติบโตมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ พ่อแม่ทำไร่ทำนา อาชีพในพื้นที่มีไม่กี่อย่างที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ครู ตำรวจ หมออนามัย เราเห็นหมออนามัยในชุมชนแล้วรู้สึกว่าอาชีพนี้น่าจะมั่นคง และได้ช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน”


      ความประทับใจในวัยเด็กกลายเป็นแรงบันดาลใจเงียบ ๆ ที่ค่อย ๆ สะสมขึ้น ยองเล่าว่าตอนอยู่มัธยมต้น เธอเคยได้ร่วมกิจกรรมซ้อมอุบัติเหตุในหมู่บ้าน โดยได้สวมบทเป็นผู้บาดเจ็บ ใช้กระดูกหมู น้ำแดง และถ่านมาประกอบฉากสมจริง พร้อมเสียงเครื่องพ่นยุงที่สร้างบรรยากาศคล้ายเหตุการณ์จริง “ตอนนั้นมันรู้สึกสนุกมาก แล้วก็รู้สึกว่า เออ งานแบบนี้มันใช่นะ” คุณคนึงนิจ ย้อนความทรงจำพร้อมเสียงหัวเราะ





ทางเลือกที่พอดีกับชีวิต

      การตัดสินใจเรียนสาขาสาธารณสุขจึงเป็นเรื่องที่แทบไม่ลังเล แม้จะเคยลองสอบพยาบาลแล้วไม่ผ่าน และไม่รู้แน่ชัดว่าสาธารณสุขเรียนอะไรบ้าง แต่เธอก็เลือกเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้บ้าน ด้วยความรู้สึกว่าน่าจะได้ทำงานดูแลสุขภาพ และได้อยู่กับครอบครัว “เราก็ไม่รู้หรอกว่าเรียนแล้วจะจบไปทำอะไร แต่คิดว่ามันน่าจะใช่แหละ”

      เมื่อเข้าเรียนจริง ยองพบว่า งานสาธารณสุขไม่ใช่การรักษาเป็นหลัก แต่เน้นหนักที่การส่งเสริม ป้องกัน ฟื้นฟู และเพิ่งมารู้จริง ๆ ตอนฝึกงานในชุมชนว่า “มันใช่เลย” เธอฝึกงานทั้งในโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ได้เรียนรู้การให้วัคซีน การตรวจสุขภาพ การออกหน่วยลงพื้นที่ และงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน



ทำงานแรกกับเอกชน ก่อนกลับสู่บ้านเกิด

      หลังจบการศึกษา ยองเริ่มต้นงานแรกที่โรงพยาบาลเอกชนในสมุทรสาคร โดยทำงานในหน่วยงานที่ดูแลสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) เช่น ออกตรวจสุขภาพนักเรียน ตรวจฟัน ตรวจพัฒนาการเด็ก รวมถึงการออกหน่วยให้วัคซีน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เธอได้เห็นการทำงานในภาคเอกชนที่มีระบบบริหารจัดการแตกต่างจากภาครัฐอย่างชัดเจน

      อย่างไรก็ตาม ความผูกพันกับบ้านเกิดทำให้เธอกลับมาสมัครงานในพื้นที่ และได้เริ่มงานในระบบราชการที่ รพ.สต. นาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ได้ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนอย่างแท้จริง เธออยู่ที่นั่นถึง 6 ปี และเล่าว่า


“ทุกคนในหมู่บ้านเรียกเราว่าหมอ ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล นักวิชาการ หรือเจ้าหน้าที่คนไหนก็ตาม คนไข้มา เขาไม่ได้อยากรู้ว่าเราจบอะไร เขาแค่อยากได้คนที่ดูแลเขาได้”




บทบาทเบื้องหลังที่มีส่วนร่วมในการออกแบบสุขภาวะทั้งระบบ

      แม้จะไม่ได้อยู่แนวหน้าดูแลผู้ป่วยแบบสมัยทำงานที่ รพ.สต. แต่บทบาทในสำนักงานสาธารณสุขอำเภอกลับทวีความสำคัญมากขึ้น เพราะนี่คือจุดเชื่อมของโครงสร้างทั้งหมด ที่ต้องจัดการ “สุขภาพ” ในเชิงระบบ ทั้งด้านบริหารจัดการ เครือข่าย และการสร้างกลไกยั่งยืน

      ในแต่ละวันของคุณยอง แทบไม่มีอะไรที่เรียกว่า “งานประจำซ้ำเดิม” หากแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดเล็กใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการ ทั้งงานเชิงนโยบายระดับอำเภอ การประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น การออกแบบโครงการสุขภาพ รวมถึงภารกิจธุรการ พัสดุ การเงิน และงานสนับสนุนระบบสารสนเทศอย่าง Smart อสม. ทุกภารกิจล้วนเป็นชิ้นส่วนของภาพใหญ่ที่เรียกว่า “สุขภาพของชุมชน”

      หนึ่งในภารกิจที่สะท้อนภาพนั้นได้ชัดเจนคือการขับเคลื่อนโครงการ TO BE NUMBER ONE ในพื้นที่ ซึ่งเป็นโครงการระดับชาติด้านการป้องกันยาเสพติดในเยาวชน ที่มีโครงสร้างซ้อนทับหลายระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ไปจนถึงโรงเรียน ชุมชน และสถานประกอบการ ในพื้นที่หนึ่งแห่งอาจต้องประเมินและพัฒนา “ชมรม TO BE NUMBER ONE” มากกว่าสิบแห่ง โดยแต่ละแห่งมีเกณฑ์ ชุดข้อมูล และวิธีดำเนินงานเฉพาะตัวที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยเสมือนเป็นองค์กรอิสระ


“ต้องดูทั้งด้านเอกสาร ด้านกิจกรรม และการเตรียมพร้อมเวลาตรวจประเมิน มันไม่ใช่แค่จัดงานสนุก ๆ แล้ว จบ แต่มันคือการสร้างระบบให้เยาวชนมีพื้นที่พัฒนา และไม่หันไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด” —
คุณคนึงนิจ อธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

      สำหรับคุณคนึงนิจแล้ว งานนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การจัดกิจกรรมให้ผ่านตามเกณฑ์ แต่คือการสร้างระบบสนับสนุนที่ทำให้โรงเรียนเล็ก ๆ หรือโรงงานในชุมชนหนึ่ง สามารถสร้างกลุ่มเยาวชนแกนนำที่มีพื้นที่เรียนรู้ เติบโต และห่างไกลจากวงจรของสารเสพติดอย่างยั่งยืน การทำงานจึงไม่ใช่แค่ส่งแบบฟอร์ม หรือจัดอีเวนต์ แต่รวมถึงการช่วยออกแบบกิจกรรม การดูแลเอกสาร การฝึกอบรม และการเตรียมรับการประเมินในระดับจังหวัดหรือประเทศ

      ผลลัพธ์ของความพยายามนั้นชัดเจน: หลายชมรมในพื้นที่ที่เธอดูแลได้รับรางวัลระดับจังหวัด และบางแห่งก้าวไกลสู่ระดับประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เธอ “ทำแทน” ชุมชนหรือโรงเรียน แต่คือสิ่งที่เธอ “ออกแบบให้เกิดขึ้นเองได้” อย่างมีระบบ


“เรารู้เลยว่าถ้าไม่มีการออกแบบระบบที่ดี ต่อให้โรงเรียนตั้งใจทำแค่ไหน มันก็ไม่ผ่านเกณฑ์ เขาจะขาดข้อมูล ขาดตัวชี้วัด ขาดรูปแบบการนำเสนอ ซึ่งเราต้องเป็นคนช่วยตรงนี้ทั้งหมด


      นอกเหนือจากผลงานใหญ่ระดับประเทศ ยองยังจดจำเรื่องราวเล็ก ๆ ที่ซาบซึ้งไม่แพ้กัน เช่น การประสานจนเกิดป้ายระลึกชื่อคุณยายจำปาฯ ผู้บริจาคที่ดินให้สถานีอนามัยในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นน้ำใจที่เคยถูกลืม แต่ได้รับการฟื้นคืนอย่างสมศักดิ์ศรี — เพราะมีใครบางคนเห็นคุณค่า และไม่ยอมปล่อยผ่าน

      ทั้งหมดนี้ สะท้อนสิ่งที่เธอเชื่อมาตลอดว่า งานของนักสาธารณสุขอาจไม่ปรากฏให้เห็นชัดเท่าแพทย์หรือพยาบาล แต่คือเบื้องหลังที่หล่อเลี้ยงระบบสุขภาพให้ทำงานอย่างมีชีวิตชีวา และในแต่ละชิ้นส่วนที่เธอจัดการ คือหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของร่างกาย แต่คือคุณภาพชีวิตของทั้งชุมชนอย่างแท้จริง





การจัดการสุขภาพจิตในระดับพื้นที่

      อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของนักสาธารณสุขในยุคนี้ คือการรับมือกับปัญหาสุขภาพจิตในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง และกลุ่มที่ใช้สารเสพติด ยองเล่าว่า ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นในพื้นที่ เช่น ผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้สารเสพติดร่วมด้วย ทำให้เกิดแนวคิดการจัดตั้งระบบดูแลสุขภาพจิตแบบบูรณาการ โดยร่วมมือกับผู้นำชุมชน อสม. ตำรวจ และหน่วยบริการใกล้บ้าน เพื่อให้สามารถคัดกรอง ดูแล และติดตามผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง


“เราต้องทำงานกับทุกฝ่าย เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่มีใครอยากรับ บางคนอารวาดจนตำรวจจับมา โรงพยาบาล ก็ไม่อยากรับ ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่เอา เราต้องช่วยหาทางสร้างระบบดูแลร่วมกัน”




ความท้าทายและการประสานงานในระบบที่ซับซ้อน

      งานของนักสาธารณสุขเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากระบบราชการที่มีขั้นตอนมาก การประสานกับหน่วยงานต่างระดับ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในชุมชน เช่น ผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้สารเสพติด ซึ่งไม่มีใครอยากรับผิดชอบ ยองเล่าว่าเคยต้องทำงานร่วมกับตำรวจ ผู้นำชุมชน และโรงพยาบาล เพื่อออกแบบระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางนี้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง

      สิ่งที่เธอเชื่อว่าสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ความรู้ด้านสุขภาพ แต่คือทักษะการสื่อสารและการเข้าใจความหลากหลายของคน


“กับผู้บริหารต้องพูดแบบหนึ่ง กับ อสม. อีกแบบ กับชาวบ้านก็อีกแบบ เราต้องสื่อสารให้ตรงกับเขา ไม่ใช่แค่ ส่งคำสั่งลงมา”


ทักษะสำคัญของนักสาธารณสุข

      คุณคนึงนิจ เชื่อว่าทักษะที่สำคัญที่สุดของนักสาธารณสุขไม่ใช่แค่ความรู้ด้านสุขภาพ แต่คือทักษะการสื่อสารและการประสานงาน ซึ่งเป็นหัวใจของการทำงานในระบบที่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นเสมอ การทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน คือพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลง


“เราไม่ใช่แค่ไปรษณีย์ส่งต่อคำสั่งจากบนลงล่าง แต่เราต้องเข้าใจสารนั้นก่อน แล้วแปลงให้เหมาะกับแต่ละ กลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู อสม. ไปจนถึงยายที่ถามว่า ‘ข้าวสองคำมันกี่คาร์บลูก’ เราต้องอธิบายให้เขาเข้าใจให้ได้”


มุมมองต่ออาชีพ และคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่

      เมื่อถามว่าถ้าจะอธิบายอาชีพนี้ให้เด็ก ๆ ฟัง จะอธิบายว่าอย่างไร คุณคนึงนิจตอบว่า “เราคือคนที่ช่วยดูแลสุขภาพชุมชน ก่อนที่ทุกคนจะป่วย เราไม่ได้แค่รักษา แต่เราป้องกันไม่ให้เขาป่วยตั้งแต่ต้น”

      เธอแนะนำว่า คนที่จะมาทำอาชีพนี้ควรเปิดใจ เรียนรู้ และต้องมีความยืดหยุ่นสูง เพราะงานในพื้นที่จริงต่างจากในตำรา บางวันต้องปรับเปลี่ยนแผนตลอดเวลา การเติบโตในสายงานนี้มีทั้งแนวราบและแนวดิ่ง ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น งานสุขภาพจิต งานผู้สูงอายุ หรืองานโรคไม่ติดต่อ





สุขเล็ก ๆ ที่พอดีกับหัวใจ

      แม้งานในปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเรื่องการประสานระหว่างหน่วยงาน ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่สิ่งที่ยังคงผลักดันให้ยองทำงานต่อไปได้อย่างมั่นคง คือความสุขจากการได้เห็นผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น

      หากต้องนิยาม “ความสุข” ในการทำงานของตัวเอง ยองตอบอย่างไม่ลังเลว่า คือการรู้ว่าสิ่งที่เราทำ มันมีคุณค่ากับชีวิตคนอื่น แม้มันจะเล็กแค่ไหนก็ตาม


“เรารู้สึกว่าเราได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อคนอื่น แม้มันจะเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ก็ตาม แต่มันคือความสุขที่พอดีกับ หัวใจเรา”

สุขภาพที่สร้างได้ ด้วยการสื่อสารที่เข้าใจมนุษย์

      จากบทสนทนาระหว่าง theSPACEกับ “คุณคนึงนิจ” — นักสาธารณสุขชำนาญการแห่งอำเภอปทุมราชวงศา สิ่งที่สะท้อนชัดเจนที่สุด อาจไม่ใช่แค่ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานหนักในระบบราชการ หรือเรื่องราวของโครงการระดับชาติที่ต้องขับเคลื่อนด้วยเอกสารกองโต หากแต่คือ “หัวใจของการสื่อสาร” ที่ทำให้งานซับซ้อนเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้ และขับเคลื่อนไปสู่คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง

      ในโลกที่ทุกอาชีพล้วนมีบทบาท นักสาธารณสุขคือกลุ่มคนที่ทำงานกับ “ความเข้าใจของมนุษย์” มากพอ ๆ กับการทำงานกับข้อมูลและระบบ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับผู้บริหาร อสม. ชาวบ้าน หรือแม้แต่ผู้ป่วยจิตเวชและผู้มีปัญหายาเสพติด ทักษะสำคัญจึงไม่ใช่แค่การวางแผนหรือควบคุมงบประมาณ แต่คือการฟังให้เข้าใจ พูดให้ตรงจุด และเชื่อมโยงคนให้เห็นเป้าหมายเดียวกัน

      the SPACE เชื่อว่า เรื่องเล่าจากคนทำงานอย่างคุณยอง ไม่เพียงเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้อ่านเกี่ยวกับอาชีพนักสาธารณสุข แต่ยังสะท้อนแก่นสำคัญของการทำงานในโลกยุคใหม่ — นั่นคือ ความหมายของการ “อยู่เบื้องหลังอย่างมีพลัง” ความสุขจากการ “สร้างการเปลี่ยนแปลงแม้ในจุดเล็กที่สุด” และคุณค่าของการ “เข้าใจคน” ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตาม


อาชีพของเธอจึงไม่ใช่แค่อาชีพที่ดูแลสุขภาพ
แต่คืออาชีพที่ทำให้ “สุขภาพ” เป็นเรื่องของหัวใจจริง ๆ







อรรถพล คู่กระสังข์

เชื่อในพลังของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ สนใจสำรวจเรื่องราวที่เชื่อมโยงผู้คน วิถีชีวิต สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะรากเหง้าอีสาน ชื่นชอบการเดินทางเพื่อเปิดโลกใหม่ ๆ และชอบคลายเครียดด้วยทำอาหาร